จอมเทพไซเบอร์บน Google+
ขยายหน้าจอ
 
  • โพสต์
  • ไดอารี่
  • ผู้ใช้
  • ฟอรั่ม
  • กลุ่ม
โพสต์
ประกาศ : ขอความร่วมมือสมาชิกทุกท่าน "ห้ามแสดงความคิดเห็น, อัพโหลดภาพ, สื่อ หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่พาดพิงถึงสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ ไปในทางเสื่อมเสียเป็นอันขาด" หากพบเห็นกรุณาแจ้งได้โดย : โพสที่ฟอรั่ม หรือ อีเมล์ doothaithai [at] gmail.com โปรดช่วยกันสร้างสายใยความสุขให้กับโลกไซเบอร์แห่งนี้...ดร.ไอที...จอมเทพไซเบอร์
  • 7171เข้าชม
  • 5ตอบกลับ

ดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรค [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์thepcyber

UIDผู้ใช้ลำดับที่ 2

เพศ : ไม่ระบุเพศ

 โพสต์ : 1085

 สำคัญ : 0

 เงิน : 1227 (บาท)
 ความดี : 1030 (แต้ม)
 เครดิต : 1088 (แต้ม) [เติม]
 จิตพิสัย: 55 (แต้ม)
เหรียญ

ดูเหรียญทั้งหมด

เฉพาะโพสต์แรก ลำดับปกติ เครื่องมือ ลิงก์โพสนี้   โพสต์เมื่อ: 2013-08-29 13:42:34 ┊จำนวนผู้เข้าชม:7171 ท่าน
การรวบรวมองค์ความรู้ เรื่อง ปัสสาวะบำบัด (Urine Therapy)    
เขียนโดย นางจุฑา ลิ้มสุวัฒน์
นักวิชาการสาธารณสุข  

ปัสสาวะบำบัด (Urine Therapy) คือ การใช้ปัสสาวะของตัวเองเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค โดยไม่ใช้ยาและยังช่วยส่งเสริมสุขภาพด้วย
ขออัญเชิญเดชะบารมี พระมหาอิทธิฤทธิ์ บรมครูแพทย์ชีวกโกมารภัจ
จงประทานยาทิพย์ และประสิทธิ์ประสาทให้โรคหายทันใจ
สวาหะ นะอะ นะวะ โรคาพยาธิ วินาสสันติ
พุทโธ  โรคา  อัปเปหิ สวาหายะ
พุทธังเป็นยา  ธัมมังรักษา  สังฆังหาย



ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=FEHXmRVe-xs  สามารถดู Comment ได้

ประวัติของปัสสาวะบำบัด

ตำราไทยโบราณหลายเล่ม กล่าวถึงการใช้ปัสสาวะรักษาโรคในพระวินัยปิฎกเขียนไว้ว่า พระภิกษุปฏิบัตินิสสัยสี่ให้ฉันน้ำมูตรแช่ผลสมอเพื่อแก้โรคต่างๆ เมื่อพันปีก่อนคริสต์ศักราชในคัมภีร์พระเวทย์ของฮินดู ถือว่าน้ำปัสสาวะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ดื่มแล้วจะเป็นน้ำอมฤต ในตำราการแพทย์จีน เขียนขึ้นช่วง พ.ศ.586-754อ้างว่าปัสสาวะเป็นตัวละลายยาสมุนไพร ช่วยทำให้สมุนไพรมีสรรพคุณดียิ่งขึ้น

- พ.ศ.600 ปรินุส นักปราชญ์ชาวโรมัน แต่งตำราว่าด้วยปัสสาวะเป็นยารักษาพิษต่างๆ และใช้ประโยชน์ในการฟอกหนัง ย้อมสีผ้า
- พ.ศ.1782-1832 ญี่ปุ่นยุคอิมเป็ง ดื่มน้ำปัสสาวะในการรักษาโรค

การศึกษาส่วนประกอบของน้ำปัสสาวะ

ปกติปัสสาวะเป็นกรดอ่อนๆ จะมีสีเหลืองอ่อนๆ ไปจนถึงขาวใสถ้าปริมาณปัสสาวะน้อย ปัสสาวะก็จะข้นและมีสารในนั้นมากกว่าปัสสาวะใสขึ้นกับอาหารที่รับประทานและสุขภาพของคนนั้น มีกลิ่นเหมือนแอมโมเนียอาหารที่รับประทานเข้าไปก็ทำให้มีกลิ่นได้ ปัสสาวะของคนปกติจะมีรสเค็มๆถ้าปัสสาวะเข้มมากอาจมีรสขมนิดๆซึ่งสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปยังมีผลต่อสีและรสของปัสสาวะด้วยในคนที่เป็นโรคดีซ่านปัสสาวะจะมีสีเหลืองขมิ้นกระทั่งเป็นสีน้ำตาลคนที่เป็นโรคไตหรือทางเดินปัสสาวะก็อาจขุ่นหรือเป็นสีแดงถ้ามีเม็ดเลือดแดงออกมากับปัสสาวะด้วย

จากการวิจัยของ ดร.ฟารอน นักชีวเคมี พบสารต่างๆ ในปัสสาวะ 95% เป็นน้ำ2.5% เป็น urea และ 2.5% เป็นสารอื่นๆ เป็นส่วนผสมของเกลือแร่ เกลือฮอร์โมน เอ็นไซม์ และภูมิคุ้มกัน ซึ่งแยกตามส่วนประกอบ ในน้ำปัสสาวะ 100cc. มี
- Urea nitrogen 682 ม.ก.
- Urea 1,459 ม.ก.
- Creatinine nitrogen 36 ม.ก.
- Creatinine 97.20 ม.ก.
- Uric acid nitrogen 12.30 ม.ก.
- Uric acid 36.90 ม.ก.
- Amino nitrogen 9.70 ม.ก.
- Ammonia nitrogen 57 ม.ก.
- Sodium 212 ม.ก.
- Potassium 137 ม.ก.
- Calcium 19.50 ม.ก.
- Magnesium 11.30 ม.ก.
- Chloride 314 ม.ก.
- Total sulphate 91 ม.ก.
- Inorganic sulphate 83 ม.ก.
- Inorganic phosphate127 ม.ก.

ที่น่าสนใจในปัสสาวะมีสารอื่นๆ ได้แก่ เอนไซม์: Amylase (diastase), Lactic dehydrogenase (LDH), Leucine amino-peptidase(LAP) และ Urokinase(ใช้ละลายลิ่มเลือดในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตันเฉียบพลัน) ฮอร์โมน:Catecholamines, 17–Catecholamine, Hydroxy–steroids, Erythropoietin, Adenylate cyclase, Prostaglandins, Growth hormones, ฮอร์โมนเพศ, อินซูลิน ฯลฯ

แต่นักวิจัยเชื่อว่ายังมีสารที่เรายังไม่รู้จักอีกมากในปัสสาวะ

การรักษาโรค

ดร.อัสเบิร์ต เซนต์ กีออร์กี นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลทดลองใช้สารmethyl gloxalซึ่งพบในปัสสาวะรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งและได้ผลเป็นที่น่าพอใจในหลายราย
สารต่างๆเหล่านี้แม้จะมีปริมาณน้อยในปัสสาวะแต่พบว่าอยู่ในรูปแบบที่มีศักยภาพสูงเมื่อดื่มเข้าไปจะซึมผ่านเยื่อบุกระเพาะอย่างรวดเร็วและเกิดผลต่อร่างกาย

งานวิจัยชิ้นใหญ่ของ นพ.ธรรมาธิกรี รัฐมหาราษฎร์ประเทศอินเดียได้ทดลองให้ผู้ป่วยจำนวน 200 คนดื่มน้ำปัสสาวะของตนเองและติดตามผลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดได้ข้อสรุปดังนี้

1. เมื่อดื่มน้ำปัสสาวะช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงมากขึ้น และอัตราเผาผลาญในร่างกายสูงขึ้น

2. การดื่มน้ำปัสสาวะจะช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงมากขึ้นในผู้ป่วยทุกราย และปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดก็สูงขี้นด้วยเขาเชื่อว่าข้อสรุป 2 ประการนี้สำคัญมากช่วยให้เกิดการบำบัดรักษาโรคและอาการเจ็บป่วยได้หลายกรณีด้วยกลไกของเอนไซม์ ฮอร์โมนและเกลือแร่และช่วยให้ภูมิต้านทานดีขึ้นอีกด้วย

การวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาว Australia 2 คน พบว่าเมื่อดื่มปัสสาวะจะทำให้มีสมาธิ จิตใจสดชื่นอารมณ์ดีขึ้นแจ่มใสเพราะในปัสสาวะมีฮอร์โมน ชื่อ Melatonin ซึ่งพบในปัสสาวะตอนเช้า

ในงานวิจัยค้นพบว่าปัสสาวะของแต่ละคนจะมีผลต่อการทำงานในร่างกายของแต่ละคนโดยจะทำหน้าที่เป็นวัคซีนธรรมชาติ เป็นตัวต่อต้านแบคทีเรียและไวรัสต่อต้านสารก่อมะเร็ง ทำให้เกิดความสมดุลกับฮอร์โมนและช่วยเรื่องภูมิแพ้(ปัสสาวะทำหน้าที่เป็น natural vaccine, antibacterial, antiviral, anti-cancer agents,  hormone balance, allergy relievers)

วิธีการใช้ปัสสาวะบำบัด มี 2 แบบ คือ
1. แบบใช้ภายใน

ดื่ม - ดื่มปัสสาวะตอนเช้า ช่วงกลางของปัสสาวะ โดยเริ่มต้นจาก 5-10 หยดก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มจนถึง 1 แก้ว ประมาณ 100 cc.มีประโยชน์ในการรักษาโรคทั่วไป

ล้างพิษ - ดื่มปัสสาวะตลอดทั้งวัน (ยกเว้นตอนเย็น) และดื่มน้ำสะอาดด้วยเป็นการล้างพิษออกจากร่างกาย โดยทำให้เลือดสะอาดขึ้นพิษจะถูกกำจัดออกจากร่างกายทางอุจจาระ เหงื่อ และทางหายใจ

กลั้วคอ - เมื่อมีอาการเจ็บคอ ปวดฟัน และเมื่อมีอาการไอเป็นหวัด

สวนทวาร (Detoxification) - โดยการสวนปัสสาวะเข้าไปในทวารเพื่อล้างลำไส้และเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย หยอดหู, ตา เมื่อมีอาการหูและตาอักเสบโดยการใช้ปัสสาวะผสมกับน้ำสุกที่สะอาดหยอดหูและตา

สูดเข้าจมูก สูดเอาปัสสาวะสดๆ ตอนเช้าเข้าจมูกทั้งสองข้างเพื่อล้างโพรงจมูก สำหรับคนที่เป็นไซนัส เป็นหวัด ภูมิแพ้(น้ำมูกไหลเป็นประจำ)

2. แบบใช้ภายนอก

ทาและนวดผิวหนัง โดยการนวดร่างกายทั้งหมดหรือบางส่วนทิ้งไว้ประมาณ 1ชั่วโมง แล้วล้างออก จะช่วยรักษาโรคผิวหนังได้หรือผิวหนังที่โดนแดดเผา

ล้างเท้า กรณีมีปัญหาที่ผิวหนังและเล็บเท้า

สระผม ช่วยทำให้ผมสะอาด นุ่มสลวย และทำให้ผมดกขึ้น

ปัสสาวะสามารถรักษาอาการปวดหลัง แผล แผลไฟไหม้ ภูมิแพ้ หืดหอบ ไมเกรนมะเร็ง ผิวหนังผื่นแพ้ กามโรค ปวดตามข้อ โรคเก๊าส์ ท้องผูก มาลาเรีย หวัดตับอักเสบ ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ความดันโลหิตสูง ฯลฯ

การประเมิน

1. ด้านความปลอดภัย (Safety)นักวิจัยเชื่อว่าปัสสาวะโดยธรรมชาติเป็นน้ำสะอาดปราศจากเชื้อและมีสารประกอบพิเศษมากมายที่มีประโยชน์ทางการแพทย์ไม่เคยมีรายงานว่าคนดื่มน้ำปัสสาวะแล้วตายและการดื่มน้ำปัสสาวะไม่มีผลข้างเคียง

2. ด้านประสิทธิผล (Efficacy) โรคที่ได้ผลดีจากปัสสาวะบำบัด
   - โรคหอบหืดและภูมิแพ้
   - ท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ
   - พวกบิดเรื้อรังจากเชื้ออมีบา
   - โรคมะเร็งบางรายขึ้นกับระยะของโรค
   - โรคทั่วไป เช่นโรคผิวหนัง, โรคหวัด, ไอเรื้อรัง, หลอดลมอักเสบ, ไข้จากเชื้อไวรัส และแเบคทีเรีย

ตัวอย่างผู้ป่วยใช้ปัสสาวะบำบัด

ผู้ป่วยรายแรก เป็นชายอายุ 40 ปี ป่วยเป็นหอบหืดมาตั้งแต่เด็กแพทย์แนะนำให้ใช้ปัสสาวะบำบัดและผู้ป่วยรายนี้ได้กินอาหารแบบธรรมชาติบำบัดร่วมด้วยผู้ป่วยรายนี้หายจากการเป็นหอบหืดในเวลา 10 เดือน

ผู้ป่วยรายที่สอง เป็นชายป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน เขาได้ใช้ปัสสาวะบำบัดอาการเริ่มดีขึ้นใน 6 สัปดาห์ และหายดีในระยะเวลา 4 เดือน

ผู้ป่วยรายที่สาม มาร์ธา คริสตี้เธอป่วยเป็นเวลานานด้วยการอักเสบในอุ้งเชิงกราน เป็นแผลในลำไส้ใหญ่อ่อนเพลีย เรื้อรัง โรค Hashimoto’s และ โรค Mononucleosisติดเชื้อในไตเรื้อรัง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นเชื้อราในช่องคลอดมีเนื้อเยื่อมดลูกเจริญผิดที่ มีภาวะต่อมหมวกไตทำงานน้อยกว่าปกติหูชั้นกลางและไซนัสอักเสบ และยังแพ้อาหารและสารเคมีอีกหลายอย่างซึ่งอาการป่วยของเธอที่เล่ามานี้ยังไม่ได้ครึ่งของโรคต่างๆที่เธอเป็นมาร์ธาได้รับการรักษาและผ่าตัดหลายครั้งหมดค่ารักษาทั้งสิ้นนับแสนดอลลาร์แต่อาการป่วยของเธอก็คงเดิม

วันหนึ่งสามีของเธอซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับวิธีรักษาทางธรรมชาติที่แปลกประหลาดและเธอไม่เคยได้ยินมาก่อนซึ่งมีคนที่รักษาแล้วหายเธอเริ่มทดลองรักษาตัวเองในวันแรกนั้นอาการท้องผูกเรื้อรังและอาการปวดท้องรุนแรงและปวดในอุ้งเชิงกรานก็หายไปต่อมาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบการติดเชื้อราทั้งภายนอกและภายในก็ค่อยๆหายไปภาวะแพ้อาหาร อาการเหนื่อยง่าย และอาการทางลำไส้ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆภายหลังการรักษาตนเองอยู่ 2-3 เดือน การเจ็บคอบ่อยๆและเป็นหวัดง่ายก็เริ่มดีขึ้น เส้นผมที่หลุดร่วงเป็นกำๆภายหลังจากการผ่าตัดครั้งที่ห้าของเธอก็เริ่มจะมีเส้นผมที่งอกใหม่จนเธอมีเส้นผมที่ดกและเงางามอีกครั้งหนึ่งน้ำหนักเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติมีเรี่ยวแรง ซึ่งโรคที่รุมเร้าเธอมา 30ปี ก็หายไปหมดสิ้น

วิธีรักษาที่แปลกประหลาดซึ่งเธอทำอยู่ก็คือการดื่มน้ำปัสสาวะมาร์ธาได้เขียนคำอธิบายไว้ในหนังสือ “Your Own PerfectMedicine” และสอนผู้อื่นให้บำบัดโรคด้วยปัสสาวะ

3. ด้านความสมประโยชน์ (Cost – effectiveness)จากการศึกษาทางวิชาการพบว่าปัสสาวะบำบัดให้ประโยชน์แก่ผู้รับการบำบัดซึ่งไม่มีผลเสีย และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ การใช้ประโยชน์ในประเทศต่างๆประวัติของปัสสาวะมีมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณซึ่งมีชาวกรีกบางคนใช้ปัสสาวะเพื่อบำบัดรักษานางแบบโดยเฉพาะแพทย์อังกฤษชื่อแซลมอนได้พิมพ์ตำราแพทย์ในปี ศ.ศ.1695 เรื่อง Salmon’sEnglish Physicianระบุถึงการใช้ปัสสาวะเพื่อรักษาแผลและรักษาอาการป่วยอย่างอื่นๆ อีกมากมายและเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว ที่ชาวยิปซีในยุโรปทราบถึงคุณสมบัติของปัสสาวะในการรักษาโรคและยังมีโยคีและพระลามะในธิเบตต่างก็มีอายุยืนยาวเพราะดื่มปัสสาวะของตัวเอง

จอห์น ดับบลิว อาร์มสตรองเป็นชาวอังกฤษซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนปัสสาวะบำบัดเขาเขียนหนังสือเรื่อง The Water of Life: A Treatise On urine Therapyหรือน้ำแห่งชีวิตในหนังสือนี้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติผู้ป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่นมะเร็ง เบาหวาน วัณโรค โรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ โรคไบรท์มีปัญหาที่กระเพาะปัสสาวะ มาลาเรีย ไข้ แผล แผลไฟลวก โรคเกี่ยวกับหลอดลมและ โรคอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งรักษาให้หายได้ด้วยการอดอาหารหลังดื่มปัสสาวะระหว่างการอดอาหารนั้นการดื่มปัสสาวะจะช่วยเสริมสร้างและปรับสภาพอวัยวะที่สำคัญต่างๆรวมทั้งลำไส้ ปัสสาวะบำบัดใช้รักษาทุกโรคด้วยวิธีการอย่างเดียวกันหมด

หลักฐานในเอนซัยโคลพีเดียของเยอรมัน (Johann Heinrich Zedler’s GrossenVollst Indigen Universallexikon, ค.ศ.1747)ซึ่งบอกว่าในน้ำปัสสาวะของทั้งคนและสัตว์มีสารที่มีประโยชน์หลายชนิดปัสสาวะของคนมีผลเสริมสร้างความแข็งแรงและรักษาโรคปัจจุบันมีหนังสือที่เขียนและตีพิมพ์ในเยอรมัน ซึ่งเขียนโดย นักบำบัดบ้างแพทย์บ้าง ที่กล่าวถึงข้อดีของปัสสาวะบำบัด

มีการประชุม The First World Conference on Urine Therapy เมื่อค.ศ.1996 ที่อินเดีย และใน 3 ปีต่อมา มีการประชุม The Second WorldConference on Urine Therapy ที่เยอรมัน ใน ค.ศ.1999 การประชุมทั้ง 2 ครั้งมีทั้งนักวิทยาศาสตร์และแพทย์เข้าร่วมประชุม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าศาสตร์โบราณที่เกือบถูกลืมเลือนไปได้กลับมาเป็นที่สนใจของวงการสุขภาพระดับโลกอีกครั้งหนึ่ง

การแพทย์ตะวันออกหลายชาติใช้น้ำปัสสาวะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรคการแพทย์แผนจีนเชื่อว่าน้ำปัสสาวะของเด็กทารกเป็นยาบำรุงอย่างดีสำหรับคนผอมแห้งแรงน้อยเป็นตาลขโมยการแพทย์แผนไทยใช้น้ำปัสสาวะเป็นกระสายยาดองเภสัชสมุนไพรหลายชนิดอินเดียนิยมการดื่มน้ำปัสสาวะทั้งส่งเสริมสุขภาพและรักษาโรคซึ่งวิชาโยคะมีกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพกระบวนการหนึ่งเรียกว่า อมาโรลิซึ่งมีขั้นตอนการปฎิบัติอันละเอียดรอบคอบ เพื่อล้างพิษเป็นการรักษาโรคและเสริมสุขภาพได้อีกด้วย มักจะทำร่วมไปกับการอดเพื่อสุขภาพสำหรับประเทศญี่ปุ่นมี น.พ.เรียวอิจิ นากาโอะเป็นบุคคลสำคัญในการริเริ่มเผยแพร่ให้คนดื่มปัสสาวะในประเทศญี่ปุ่นผลงานที่สำคัญคือช่วยชุบชีวิตของคนป่วยที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์และสิ้นหวัง ได้พ้นทุกข์พบความสุขโดยไม่ต้องเสียเงินในการรักษา คือการใช้ปัสสาวะบำบัด

สถานภาพในประเทศไทย

โดยทั่วไปยังไม่เป็นที่ยอมรับจะมีการใช้ปัสสาวะบำบัดเฉพาะในกลุ่มคนที่เชื่อเรื่องนี้เท่านั้น มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้

แนวทางการศึกษา

ศึกษาค้นคว้าข้อมูลในการบำบัดผู้ป่วยโดยปัสสาวะบำบัด หากลุ่มหรือสถาบันที่รักษาโดยใช้ปัสสาวะบำบัด และ วาง แนวทางการวิจัย

แนวทางการพัฒนา

งานวิจัยระยะที่ 1 ศึกษากลุ่มเป้าหมาย (ใช้ปัสสาวะบำบัด)เป็นการศึกษาขั้นต้นโดยวางแนวทางการศึกษาดังนี้ แบ่งคน 2 กลุ่ม คือกลุ่มเป็นโรค (ยังไม่จำกัดโรค) และ กลุ่มคนปกติศึกษาโดยทำแบบสอบถามด้านความเชื่อเกี่ยวกับปัสสาวะบำบัดสาเหตุที่เลือกใช้และ ผลที่ได้รับหลังการใช้ สรุปผลงานที่ได้เป็นงานวิจัย

งานวิจัยระยะที่ 2 (อาจต้องดำเนินการในปีต่อๆ ไป)โดยนำผลที่ได้จากงานวิจัยระยะที่ 1คัดเลือกโรคที่รักษาโดยปัสสาวะบำบัดแล้วได้ผลดีมาศึกษาต่อ โดยมีแนวทาง คือ

1. ติดตามอาการหลังการใช้ปัสสาวะบำบัด

2. ใช้ยาแผนปัจจุบันร่วมด้วยหรือไม่

โดยติดตามผลเป็นรายเดือน ทั้งนี้อาจมีกลุ่ม Controlที่ใช้ปัสสาวะบำบัดแต่ไม่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน กับกลุ่มที่ใช้ปัสสาวะบำบัด ร่วมกับการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเปรียบเทียบกัน และสรุปผลงานที่ได้เป็นงานวิจัยระยะที่ 2

งานวิจัยระยะที่ 3 ต่อเนื่องจากงานวิจัยระยะที่ 2

หากปัสสาวะบำบัดรักษาโรคได้ดีจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติก็ดำเนินการปรึกษานักวิจัยด้านเคมี เภสัชศาสตร์มาร่วมงานวิจัยต่อเนื่องว่ามีสารใดในปัสสาวะที่ช่วยรักษาโรคนั้นได้และอาจนำมาผลิตยาได้

แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคจากผลสรุปของการวิจัยและได้ผลในการบำบัดแล้วในการเผยแพร่ให้ประชาชนให้ทราบควรให้ประชาชนได้ทราบรายละเอียดในการดื่มปัสสาวะบำบัด จำนวนขนาดที่ใช้ ปริมาณ การใช้มากหรือน้อยจะมีผลอย่างไรต่อสุขภาพของผู้ใช้น้ำปัสสาวะบำบัด

เอกสารอ้างอิง
   1. สุวิชญ์ ปรัชญาปารมิตา, การแพทย์นอกระบบ 177ทางเลือกไปสู่สุขภาพ(กรุงเทพ:หจก.ภาพพิมพ์, 2541) หน้า 179-182.
   2. บรรจบ ชุณสวัสดิกุล, วิทยาศาสตร์ว่าด้วยน้ำปัสสาวะบำบัดโรค(กรุงเทพ:สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, 2546) หน้า 12-14, 18 , 34-37 , 40 , 60-62 , 69-71.
   3. บัวใต้น้ำ, ท้าพิสูจน์ดื่มปัสสาวะรักษาโรค ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ) หน้า18-19
   4. http://go.to/cool-health
   5. http://skepdic.com/urine.html
   6. http://shirleys-wellness-caf?.com
   7. http://healthlibrary.com
   8. http://paraisodelasalud.org

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค








ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รักของผู้ถูกให้:


ติดตามเว็บดูไทยไทยผ่านทาง Google+ ติดตามผ่าน youtube

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์

นมตฺถุ สมฺมาสมฺโพธิยา ความนอบน้อมของข้าพเจ้า ขอจงมีแด่พระสัมมาสัมโพธิญาณ.
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธ โหมิ อะนาคะเต กาเลฯ
ผู้มีปัญญามีความพินิจ ย่อมตั้งตัวได้ ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟน้อย ๆ ให้เป็นกองใหญ่ได้ฉะนั้น (พระพุทธพจน์)
สินค้าเพื่อสุขภาพดี
ความรู้คอมพิวเตอร์ ความรู้ Amazon ธุรกิจออนไลน์
บริการทำเว็บไซต์ เว็บขายสินค้า
ออฟไลน์thepcyber

UIDผู้ใช้ลำดับที่ 2

เพศ : ไม่ระบุเพศ

 โพสต์ : 1085

 สำคัญ : 0

 เงิน : 1227 (บาท)
 ความดี : 1030 (แต้ม)
 เครดิต : 1088 (แต้ม) [เติม]
 จิตพิสัย: 55 (แต้ม)
เหรียญ

ดูเหรียญทั้งหมด

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ ลิงก์โพสนี้   โพสต์เมื่อ: 2013-08-29 13:51:43 ┊จำนวนผู้เข้าชม:7171 ท่าน
การดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรค
      
น้ำปัสสาวะบรรเทาโรค ธรรมะโอสถสูตรโบราณกาล
        

น้ำปัสสาวะดื่มได้  มีสารให้ความชุ่มชื้นหรือมอยเจอร์ไรเซอร์ สารละลายลิ่มเลือดในหัวใจ
      
พระสงฆ์จากชุมพรชี้น้ำปัสสาวะรักษาโรคมีบัญญัติไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล วิธีดื่มให้ดองสมอไทย สมอพิเภก รักษาอาการผอมแห้งแรงน้อย ตัวเหลืองแพทย์ธรรมชาติบำบัดระบุมีการจัดประชุมเรื่องน้ำปัสสาวะระดับโลกมาแล้วถึง  3ครั้ง ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตบอกชัดรักษาโรคได้สารพัด

ขณะที่เจ้าของสวนปาล์ม จังหวัดชุมพรเผยประสบการณ์ดื่มปัสสาวะกว่า 2 ปี รสชาติบอกภาวะสุขภาพได้ ถ้าเปรี้ยวเป็นผลจากรับประทานอาหารมีสารกันบูด  รสขมกินอาหารมีสารพิษตกค้าง รสเค็มเกิดจากการดื่มน้ำสะอาดน้อย อย่างไรก็ตามน้ำปัสสาวะรักษาโรคยังไม่มีข้อสรุปทางวิชาการมายืนยัน เรียกร้องนักวิชาการทำการวิจัย

กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจัดเสวนา เรื่อง “น้ำปัสสาวะรักษาโรค”   

พระดุษฎี เมอังกุโร สำนักสงฆ์ทุ่งไผ่ จังหวัดชุมพร กล่าวว่า  การดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรคมีตั้งแต่สมัยพุทธกาล

พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในพระธรรมวินัย เป็นแนวทางยังชีพของพระสงฆ์เรียกว่า นิสัย 4 ได้แก่
      
1. ต้องนุ่งห่มด้วยผ้า 3 ชิ้น นำมาจากผ้าห่อศพ ผ้าบังสุกุล เป็นผ้าที่ไม่มีราคานำมาทำความสะอาด ตัดเย็บอย่างง่าย ๆ ไม่มีราคา ตัดปัญหาเรื่องถูกลักขโมย

2. อาศัยอยู่โคนต้นไม้ ได้รับอากาศบริสุทธิ์
  
3. ฉันอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตรเท่านั้น การเดินเท้าเปล่าในยามเช้าได้รับแสงแดดและเป็นการนวดเท้าไปในตัว
  
4. ฉันน้ำมูต(น้ำปัสสาวะ)เมื่ออาพาท เจ็บป่วย โดยนิสัย 4 กำหนดไว้ชัดเจนในพระไตรปิฏก
      
“ในสมัยพุทธกาลเขียนไว้ว่า พระสงฆ์ที่ผอมเหลืองให้ฉันน้ำมูตโคคืออินเดียเขานับถือวัว นำน้ำปัสสาวะวัวมาดองสมอไทย สมอภิเษกฉันรักษาอาการอาพาท  แต่พระสายวัดป่าเวลาธุดงค์จะได้รับการสั่งสอนให้รู้จักนำสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรคอย่างไข้ป่าหรือไข้มาลาเรีย ฉันสมุนไพรแล้วก็นั่งสมาธิ  ทำจิตแน่วแน่ไม่หายก็ตาย พระธุดงค์ผ่านโรคนี้ได้ ถือว่าเป็นพระที่ผ่านภาวะวิกฤตมีความเข้มแข็งมีสภาวะจิตที่แข็งแกร่ง  ด้านเภสัชบริขาลไม่ได้เขียนไว้มากนัก”พระดุษฎีกล่าว

พระดุษฎี กล่าวด้วยว่า  ที่สำนักสงฆ์ทุ่งไผ่มีพระสงฆ์และฆราวาสจำนวนหนึ่งที่ดื่มน้ำปัสสาวะตนเองรักษาอาการเจ็บป่วยเช่น อาการปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก  อีกทั้งการดื่มน้ำปัสสาวะเป็นการ“วัดใจ”เพราะกลิ่นของปัสสาวะแต่ละคนมีรุนแรงแตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน หากกินเนื้อ ชา กาแฟ เบียร์ ดื่มน้ำสะอาดน้อยจะส่งผลต่อรสชาดถ้ากินอาหารโปรตีนน้อย ดื่มน้ำมาก กลิ่นของปัสสาวะจะไม่แรงส่วนตัวเห็นว่าการดื่มน้ำปัสสาวะไม่น่าเสียหาย  เพราะไม่ต้องเสียเงินซื้อการที่หมอแผนปัจจุบันไม่สนับสนุนอาจเป็นเพราะหมอยังไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของปัสสาวะ หมอเลือกพูดแต่สิ่งที่ตัวเองรู้
          

ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมที่เชื่อผู้เชี่ยวชาญ จึงขาดโอกาสที่จะบำบัดด้วยธรรมะโอสถ

การดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรค ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพ  บำบัดโรคปวดเรื้อรัง แผลไฟไหม้พุพอง มะเร็ง เบาหวาน ฯลฯ  โดยใช้หลัก "พิษต้านพิษ" คล้ายกับการฉีดเซรุ่มถอนพิษงู  ย้ำต้องดื่มน้ำปัสสาวะของตนเองเท่านั้น ใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน
      
      
ด้านน.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล เจ้าของศูนย์ธรรมชาติบำบัดแห่งหนึ่งกล่าวว่า  จากการค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต พบว่า  มีการประชุมระดับโลกเกี่ยวกับน้ำปัสสาวะรักษาโรคแล้ว 3 ครั้ง ที่อินเดีย  เยอรมนีและบราซิลมีการรายงานน้ำปัสสาวะรักษาอาการปวดข้อ ไมเกรน  ภูมิแพ้โรคเอสแอลอี  โรคปวดข้อรูมาตอยด์ แผลไฟไหม้ เบาหวาน มะเร็งลำไส้ใหญ่ทารักษาเชื้อราตามผิวหนัง สวนล้างช่องคลอดแก้อาการตกขาว
      
รักษาอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดไมเกรน  ปวดเมื่อยไม่มีสาเหตุรักษาโรคภูมิแพ้ ผื่นคัน สะเก็ดเงิน มะเร็งลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง  ใช้ผ้าชุบน้ำปัสสาวะปิดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกส่วนประกอบของปัสสาวะเป็นน้ำร้อยละ 95  ยูเรียร้อยละ 2.5 และสารอื่น ๆอีกร้อยละ2.5  การใช้น้ำปัสสาวะบำบัดโรคอธิบายได้ด้วยหลักฮีโมโอพาธี  หรือหลักพิษต้านพิษ เช่น ฉีดพิษงูทีละน้อย ๆ เข้ากระแสเลือดม้าจนได้ซีรั่มหรือน้ำเหลืองม้ากลายเป็นเซรุ่มฉีดแก้พิษงูนำพิษของต้นควินินที่ทำให้หนาวสั่นมาเป็นยารักษาไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น
      
"หลวงปู่โง่น  ซึ่งเป็นพระนักปฏิบัติ มีอายุยืนยาว ท่านก็ใช้น้ำปัสสาวะบำบัดมีประชาชนที่อยู่ใกล้วัดของพระดุษฎี  เมธังกุโร จังหวัดชุมพรเลื่อมใสศรัทธาดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคเหมือนกัน  เขาก็สุขสบายดีในภาวะที่คนเรายากจน โครงการ 30 บาท  งบประมาณก็ไม่พอ เศรษฐกิจตกต่ำประชาชนพึ่งตนเองได้การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคเป็นการดื่มด้วยความสมัครใจ  ไม่มีใครบังคับได้ไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนยา หรือวิตามินเพราะต้องดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองเท่านั้น"  นพ.บรรจบ กล่าว
      
นพ.บรรจบ  กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานวิจัยเกี่ยวกับพิษ หรือโทษของการดื่มน้ำปัสสาวะในประเทศไทย ผู้ที่บอกว่าดื่มน้ำปัสสาวะระวังโรคไต  เพราะปัสสาวะเป็นของเสียที่ขับออกจากร่างกายนั้น ผู้ที่พูดลักษณะนี้ควรมีหลักฐานมายืนยันด้วย

อย่างไรก็ตามน้ำปัสสาวะบำบัดโรคเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพเท่านั้นผู้ที่มีโรคประจำตัว  เช่น เบาหวาน มะเร็ง ต้องรักษาด้วยการแพทย์ปัจจุบันปรับพฤติกรรม คือ  หากต้องผ่าตัดก็ต้องผ่าตัดเนื้อร้ายออก มีข้อควรระวังคืออย่าดื่มน้ำปัสสาวะของคนอื่น  ผู้ที่มีโรคระบบทางเดินปัสสาวะ มีประจำเดือนไม่ควรดื่มน้ำปัสสาวะ  เพราะอาจมีเชื้อโรคติดมาด้วย
      
"ชาวจีนมีความเชื่อว่า  ดื่มน้ำปัสสาวะเด็กผู้ชายสำหรับคนอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หลักการแพทย์พื้นบ้านไทย  ใช้น้ำปัสสาวะเป็นยาดอง เพื่อปรุงโอสถ เช่น ดองสมอไทย สมอภิเพก มะขามป้อม  เป็นยาอายุวัฒนะ" นพ.บรรจบ กล่าว.
      
“หมออยากให้มองน้ำปัสสาวะรักษาโรคเป็นแบบองค์รวมทั้งทางกายและทางจิต คนที่เจ็บป่วยเป็นมะเร็งหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ก็ต้องไปหาหมอ พิจารณาการดื่มน้ำปัสสาวะเป็นทางเลือกเสริม” น.พ.บรรจบ กล่าว

น.พ.บรรจบ กล่าวด้วยว่า  ในต่างประเทศมีการวิเคราะห์น้ำปัสสาวะ พบว่าประกอบด้วยน้ำร้อยละ 95 ยูเรียร้อยละ 2 ที่เหลือเป็นสารอื่น  ๆข้อมูลทางวิชาการที่หาได้จากอินเตอร์เน็ตระบุว่ายูเรียในปริมาณที่เหมาะสมเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  ป้องกันมะเร็งแต่หากมีมากจะทำให้เกิดโรคเก๊าท์  
  

ส่วนที่เป็นสารอื่น ๆ มีทั้งฮอร์โมนและสารเคมีกระตุ้นการเจริญเติบโตน้ำปัสสาวะมีสารให้ความชุ่มชื้นหรือมอยเจอร์ไรเซอร์สารละลายลิ่มเลือดในหัวใจ เรียกว่า ยูโรไคเนส บริษัทยาในสหรัฐได้ตั้งจุดเก็บกักน้ำปัสสาวะกว่า10,000 แห่ง นำน้ำปัสสาวะ 40 ล้านแกลลอนมาสกัดเอาสารยูโรไคเนส  ได้ 40 แกลลอน  สกัดส่งขายทั่วโลกตั้งแต่ปี  ค.ศ.1989สารตัวนี้มีมูลค่าการตลาดประมาณ  500 ล้านบาทต่อปีนอกจากนั้นยังพบสารอิเล็กโตรพล็อยตินกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง มีฮอร์โมนเมลาโตนินทำให้นอนหลับดี

“ช่วงที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขออกมาห้าม เตือนอันตรายจากการดื่มน้ำปัสสาวะ ก่อนที่จะเตือนประชาชนหรือห้ามนั้น
หน่วยงานของรัฐควรมีข้อมูลที่ชัดเจนก่อน  หากไม่มีข้อมูลแต่ห้ามเลย  เป็นการปิดทางเลือกของประชาชนหรือไม่”น.พ.บรรจบกล่าว.
นมตฺถุ สมฺมาสมฺโพธิยา ความนอบน้อมของข้าพเจ้า ขอจงมีแด่พระสัมมาสัมโพธิญาณ.
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธ โหมิ อะนาคะเต กาเลฯ
ผู้มีปัญญามีความพินิจ ย่อมตั้งตัวได้ ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟน้อย ๆ ให้เป็นกองใหญ่ได้ฉะนั้น (พระพุทธพจน์)
สินค้าเพื่อสุขภาพดี
ความรู้คอมพิวเตอร์ ความรู้ Amazon ธุรกิจออนไลน์
บริการทำเว็บไซต์ เว็บขายสินค้า
ออฟไลน์thepcyber

UIDผู้ใช้ลำดับที่ 2

เพศ : ไม่ระบุเพศ

 โพสต์ : 1085

 สำคัญ : 0

 เงิน : 1227 (บาท)
 ความดี : 1030 (แต้ม)
 เครดิต : 1088 (แต้ม) [เติม]
 จิตพิสัย: 55 (แต้ม)
เหรียญ

ดูเหรียญทั้งหมด

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ ลิงก์โพสนี้   โพสต์เมื่อ: 2013-08-29 13:52:32 ┊จำนวนผู้เข้าชม:7171 ท่าน
โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้า รักษาโรคร้าย       

โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้า
          
สิริอัญญา, ข้างประชาราษฎร์
  
โรคมะเร็งซึ่งถือกันว่าเป็นโรคร้ายแรงในยุคปัจจุบัน
ได้ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันว่ามีโครงสร้างของโมเลกุลเป็นอย่างไร
ทำให้สามารถตรวจสอบอาการของมะเร็งได้ง่ายขึ้น
เพราะเมื่อพบโมเลกุลของเซลล์ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายว่าเป็นโมเลกุลของมะเร็งแล้ว
ก็รู้ได้โดยง่ายว่าเป็นมะเร็ง
  
พวกฝรั่งเขาเก่ง โฆษณาเก่ง อะไรๆ ก็อ้างว่าเป็นผู้คิด  ผู้รู้
หรือเป็นผู้คนพบ แล้วเหมารวมเอาว่าเป็นภูมิปัญญาของฝรั่ง
อย่างดินปืนหรือเข็มทิศนั่นประไร คนจีนเขาคิดได้ก่อนร่วมสองพันปี
ฝรั่งเอาไปพัฒนาแล้วอ้างเอาว่าเป็นต้นคิด
  
แม้กระทั่งปืนกลอะไรนั่น ความจริงขงเบ้งได้คิดใช้ก่อนแล้วตั้งแต่เกือบสองพันปี
ดังที่มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในสามก๊ก
  
เซรุ่มหรือวัคซีนในการรักษาป้องกันโรคและพิษหลายอย่าง ฝรั่งก็อ้างผูกขาดเอาว่าเป็นต้นคิด
ทั้งๆ ที่ความจริงแนวความคิดในการผลิตเซรุ่มหรือวัคซีนไม่ใช่เรื่องใหม่
หากเป็นเรื่องที่มีมานานแล้วอย่างน้อยก็สองพันกว่าปี
อันเซรุ่มหรือวัคซีนนั้นหลักการอันเป็นแนวคิดก็คือการใช้พิษฆ่าพิษหรือข่มพิษ
มีการเอาพิษหรือเชื้อโรคไปบ่มไปเพาะ แล้วนำไปใช้ในการป้องกันหรือรักษาพิษหรือโรค
  
ฝรั่งคิดเรื่องนี้ได้ในระยะเพียงประมาณไม่กี่ร้อยปีมานี้
แต่จีนคิดและใช้ความรู้เกี่ยวกับพิษข่มพิษหรือใช้พิษแก้พิษมาร่วมสองพันปีแล้ว
ยาแผนโบราณของจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจำนวนมากล้วนได้ใช้หลักพิษข่มพิษหรือพิษแก้พิษ
  
ฝรั่งเคยเอายาจีนไปพิสูจน์แล้วออกข่าวโวยวายว่าเป็นยาที่กินไม่ได้เพราะมีสารพิษเจือปน
ก็เพราะนัยดังกล่าวนี้เอง ทั้งๆ  ที่ในการใช้บำบัดรักษาจริงๆ แล้ว สามารถใช้ได้ผลเป็นอย่างดี
  
ดังเช่นยารักษาโรคมะเร็งตับ  มะเร็งกระเพาะลำไส้ที่มีชื่อว่าเปี่ยนเซฮวง หรือเพี้ยนจื่อ หวัง
หากเอาไปพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ก็จะพบว่ามีสารพิษบางอย่างซึ่งฝรั่งถือว่าใช้ไม่ได้
แต่ในการใช้บำบัดรักษาผู้เป็นโรคมะเร็งในหลายประเทศทั่วโลกปรากฏว่าใช้ได้ผลดี
  
พรรคพวกคนหนึ่งเป็นโรคไวรัสบีที่ตับ ตัวเหลืองซีด  เดินไม่ได้ กินไม่ได้
อีกไม่นานก็จะตายแล้ว  แต่พอได้กินยาดังกล่าวเข้าประมาณ 20 เม็ด ก็เริ่มสามารถเดินได้
ครั้นกินไปได้ครบ 60 เม็ด  ตัวที่เหลืองซีดก็หาย ผลตับก็ดีขึ้นและเป็นปกติจนถึงทุกวันนี้
  
พระพุทธเจ้าของชาวพุทธเราทรงพบหลักการบำบัดรักษาโรคทำนองเดียวกับ
เซรุ่มหรือวัคซีนก่อนใครในโลก เป็นวิธีที่ง่าย  สะดวกในการใช้สอย และได้ผลจริง
มีความแสดงไว้อย่างชัดเจนทั้งในพระสูตรและพระวินัย
อย่าได้คิดว่าเป็นการค้นพบโดยการทดลองทางวิทยาศาสตร์
หากเป็นการรู้เห็นด้วยญาณอันวิเศษ  และปฏิบัติใช้ได้ผลมาแล้วกว่าสองพันห้าร้อยปี
  
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นผลดีของโอสถวิเศษดังกล่าวนี้
จึงบัญญัติไว้ในพระวินัยให้เป็นวัตรปฏิบัติสำคัญ 1 ใน 3 ประการของภิกษุ
พระภิกษุต้องมีวัตรปฏิบัติ 3 ประการคือ
การถือไตรจีวรเป็นประจำอย่างหนึ่ง
การบิณฑบาตอย่างหนึ่ง
และการทำน้ำมูถเน่าฉันอีกอย่างหนึ่ง
  
การบิณฑบาตเป็นวัตรก็คือการออกกำลังกายในยามเช้า  ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า  morning walk
หรือ จ็อกกิ้งอะไรก็ตามเถิด แต่แท้จริงแล้วก็คือการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง
ที่ทำให้เลือดลมในกายไหลเวียนเป็นปกติ เส้นสายได้คลี่คลาย  ได้ทั้งเหงื่อ ได้ทั้งอาหาร
  
โดยเฉพาะเวลาอุ้มบาตรแนบกับท้องน้อย ความอุ่นของบาตรพระที่มีข้าวสุกอยู่ในบาตร
ได้เคล้าคลึงอยู่กับหน้าท้อง
  
ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นสายและเลือดลมทั้งปวง  ทำให้กายมีความเป็นปกติ เป็นอยู่สบาย  
แม้ในทางธรรมเล่าก็ทำให้ผู้เป็นพุทธบริษัท
ได้มีโอกาสทำบุญ บำรุงจิตใจให้อาบเอิบอยู่ด้วยบุญ
จาคะ และการสละละวาง ประโยชน์ใหญ่หลวงอันเกิดแต่บิณฑบาตมีอยู่ดังนี้
  
ส่วนการทำมูถเน่าฉันนั้นก็คือการเอาน้ำปัสสาวะของตนเองทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาแต่กลางน้ำ
ดองกับลูกสมอหรือมะขามป้อมก็ได้ หมักบ่มไว้เป็นเวลา  90 วัน  ก็ใช้ฉันได้
หรือจะฉันสดโดยรองเอาแต่เฉพาะช่วงกลาง ทิ้งหัวทิ้งท้ายก็ได้
และนี่เป็นวัตรปฏิบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลในการป้องกัน  บำบัด และรักษาโรคที่มีผลชะงัด
พิสูจน์เมื่อใดก็ใช้ได้เมื่อนั้น ได้ผลเมื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนในลัทธิศาสนาใดๆ  หรือมีเพศวัยอะไร
  
คนโบราณหรือคนที่มีอายุเกินกว่า 45 ปี
ก็คงเคยได้กินยาแผนโบราณที่ใช้น้ำปัสสาวะเด็กเป็นกระษัยยามาบ้างแล้ว
นั่นเป็นเรื่องของคนที่ขยะแขยงน้ำปัสสาวะหรือน้ำมูถ
  
พระผู้มีพระภาคเจ้าวางพุทธบัญญัติให้ใช้น้ำปัสสาวะของตนเองย่อมมีมาแต่เหตุว่า
อาการของโรคใดๆ ของคนใดคนหนึ่งย่อมต้องบำบัดรักษาด้วยน้ำมูถหรือน้ำปัสสาวะของผู้นั้น
จะใช้ของผู้อื่นไม่ได้
  
มีผู้ใช้โอสถทิพย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในการบำบัดรักษาโรคหลายอย่างหลายชนิดตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน
ตั้งแต่ป่วยเป็นไข้ เป็นฝีในท้อง เป็นโรคลำไส้  เป็นโรคตับ โรคไต ความดันโลหิตสูง มะเร็ง และโรคอื่นๆ สารพัด
  
ได้ทราบข่าวหลายกระแสและค่อนข้างจะแน่ชัดแล้วว่า น้ำมูถเน่าหรือน้ำปัสสาวะนั้นสามารถบำบัดรักษาโรคเอดส์ได้ด้วย
เหตุที่มีการทดลองใช้น้ำปัสสาวะหรือน้ำมูถเน่ารักษาโรคเอดส์เนื่องจากการรักษาแผนปัจจุบันนั้นเป็นอันสิ้นหวัง
และยังไม่สามารถค้นพบยาขนานอื่นใดที่รักษาโรคเอดส์ได้อย่างแท้จริง
  
จึงทำให้ผู้เป็นโรคเอดส์ที่ว่านี้ทอดอาลัยตายอยาก  แล้วคิดว่าไหนๆ ก็จะตายแล้ว
ลองใช้โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้าบ้างจะเป็นไรไป
ครั้นทดลองเอามากินเพียง 10 กว่าวัน
ลิ้นและปากที่เป็นฝ้ากินอะไรไม่ได้ก็เริ่มกินน้ำได้คล่องคอแล้วค่อยๆ กินอาหารได้
  
พอกินอาหารได้ความซูบซีดผอมแห้งแรงน้อยก็ค่อยๆ หาย
เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นโดยลำดับ 6 เดือนผ่านไปเนื้อหนังมังสาผิวพรรณ
เริ่มเหมือนผู้คนมากกว่าที่เหมือนเปรตดังแต่ก่อน ค่อยๆ  เดินได้ ออกกำลังกายได้
  
  8 เดือนผ่านไปก็มั่นใจว่าโอสถวิเศษของพระพุทธเจ้าสามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายได้อย่างแน่นอน
  
จึงกินต่อมาเรื่อยๆ 5 ปีผ่านไปแล้วบางราย 3 ปีผ่านไปแล้วก็สามารถดำรงชีวิตเป็นปกติยิ่งขึ้น
หรือเหมือนกับคนปกติแล้ว
  
ตรองดูเหตุผลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าวางพุทธบัญญัติให้พระภิกษุฉันน้ำมูถเน่าเป็นวัตร
ก็คงเนื่องมาแต่ยุคพุทธกาลนั้นบ้านเมืองยังทุรกันดาร หมอก็คงหาลำบาก
ยามพระภิกษุป่วยไข้จะหาหยูกยาที่ไหนมารักษา
  
และวิธีที่ดีและง่ายที่สุด  หาได้ทุกเมื่อทุกวันเวลาก็คือน้ำปัสสาวะของตนเอง
เหตุที่ต้องใช้น้ำปัสสาวะของตนเองก็เพราะว่าน้ำปัสสาวะของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่กลั่นจากน้ำในกาย
ทั้งน้ำเลือด น้ำหนอง  และน้ำทุกชนิดในกายอันยาววาหนาคืบนี้
  
โดยไตเป็นกลไกในการขับกรองโรคทั้งหลายในกายย่อมอาศัยย่อมมีเหตุปัจจัยและย่อมมีผลเกี่ยวด้วยน้ำหลายชนิด
ดังกล่าวในกายของตัวเองนั่นเองเป็นโรคอะไรน้ำในกายก็ย่อมมีสารอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยของโรคนั้นอยู่
  
เมื่อผ่านการกลั่นกรองของไตกลายเป็นน้ำปัสสาวะแล้ว
น้ำปัสสาวะนั้นจึงเหมือนกับเซรุ่มหรือวัคซีนที่พวกฝรั่งเพิ่งค้นพบในภายหลังนั่นแหละ
  
เมื่อมองดังนี้ก็จะเห็นได้ว่าน้ำปัสสาวะของคนเราแท้จริงแล้วก็คือ
เซรุ่มหรือวัคซีนที่ธรรมชาติประทานไว้ให้กับคนเรานั่นเอง
  
เป็นเซรุ่มหรือวัคซีนธรรมชาติที่สามารถใช้ป้องกันบำบัดรักษาโรคประจำกายได้โดยอัตโนมัติ
เป็นโรคอะไรหรือจะเป็นโรคอะไรร่างกายก็จะผลิตน้ำปัสสาวะ
ที่เสมือนดังหนึ่งเซรุ่มหรือวัคซีนที่จะมีผลต่อการบำบัดรักษาโรคนั้นอย่างตรงตัวที่สุด
  
อุปมาเหมือนกับการเอาพิษงูเห่าไปทำเซรุ่มรักษาพิษงูเห่า หรือการเอาพิษงูจงอางไปทำเซรุ่มรักษาพิษงูจงอางนั่นแล
โรคเอดส์ก็ประกอบด้วยน้ำ มีเหตุมีปัจจัยจากน้ำ  และก่อผลแก่น้ำอันมีอยู่ในกาย
  
เมื่อเป็นเช่นนี้ร่างกายคนเราจึงผลิตเซรุ่มหรือวัคซีนที่รักษาโรคเอดส์ โดยการใช้น้ำปัสสาวะของผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์นั้น
ในการบำบัดรักษาโรคเอดส์ให้หาย
  
สมญานามของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ว่าเป็นผู้แจ้งโลกนั้น ไม่ว่าจะคิดจะพิจารณาศึกษาค้นคว้าในเรื่องไหนๆ
ก็จะเห็นได้ถึงความรู้แจ้งโลกหรือความเป็นสัพพัญญูอย่างถ่องแท้ ได้ลองค้นคว้าตำรายาในพระไตรปิฎกก็ได้พบตำรายามากหลาย
  
หากมีวันเวลาว่างและกองบรรณาธิการอนุญาตแล้วก็ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องตำรายาในพระไตรปิฎก
เพื่อเป็นธรรมทานแก่เพื่อนมนุษย์สักครั้งหนึ่ง ท่านผู้ใดสนใจก็คอยติดตามเอาเองก็แล้วกัน
  
น้ำปัสสาวะสดอย่าได้คิดว่าเป็นเรื่องสกปรกโสมม คิดเสียว่าเหมือนกับน้ำลายที่อยู่ในปากสามารถกลืนกินได้ฉันใด
น้ำปัสสาวะก็ดื่มกินได้ฉันนั้น แต่เอาหละเพื่อความสะอาดช่วงต้นช่วงปลายอาจจะมีกลิ่นอันน่ารังเกียจอยู่บ้างก็ทิ้งไปเสีย
เอาแต่ตอนกลางดื่มเช้าหนหนึ่ง ก่อนนอนหนหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นโอสถวิเศษที่เป็นยาอายุวัฒนะ
และสามารถบำบัดรักษาโรคที่มีอยู่ในตนได้ทุกอย่าง
  
รสชาติของน้ำปัสสาวะของแต่ละคนและที่เป็นโรคแต่ละโรคย่อมแตกต่างกัน บ้างมัน บ้างหวาน บ้างเค็ม บ้างเปรี้ยว บ้างจืด  
บ้างมีกลิ่นฉุน บ้างขื่น บ้างเหมือนกลิ่นสับปะรด  ก็ถือเสียเถิดว่านั่นเป็นยาแต่ละขนานสำหรับโรคแต่ละโรค
  
ส่วนการทำน้ำมูถเน่านั้น  ให้ใช้น้ำปัสสาวะตอนเช้าและตอนก่อนเข้านอน
ทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาเฉพาะส่วนกลาง ดองใส่โหลไว้ ใส่สมอหรือมะขามป้อมแล้วปิดฝาให้มิดชิด
ถ้วน 90 วันแล้วก็ดื่มกินได้ ทั้งรสชาติดีและรักษาโรคได้ทุกชนิด
  
จะกินน้ำปัสสาวะเพื่อป้องกันรักษาโรคก็ได้
หรือถ้ารังเกียจก็คอยจนเป็นโรคใดโรคหนึ่งที่หมอไม่รับรักษาแล้วค่อยทดลองกินก็ได้
  
ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัยที่ยังประโยชน์ยิ่งแก่หมู่สัตว์จงประสิทธิ์ประสาทฤทธิ์ของโอสถทิพย์
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่คนทั้งปวงเทอญ
    

นมตฺถุ สมฺมาสมฺโพธิยา ความนอบน้อมของข้าพเจ้า ขอจงมีแด่พระสัมมาสัมโพธิญาณ.
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธ โหมิ อะนาคะเต กาเลฯ
ผู้มีปัญญามีความพินิจ ย่อมตั้งตัวได้ ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟน้อย ๆ ให้เป็นกองใหญ่ได้ฉะนั้น (พระพุทธพจน์)
สินค้าเพื่อสุขภาพดี
ความรู้คอมพิวเตอร์ ความรู้ Amazon ธุรกิจออนไลน์
บริการทำเว็บไซต์ เว็บขายสินค้า
ออฟไลน์thepcyber

UIDผู้ใช้ลำดับที่ 2

เพศ : ไม่ระบุเพศ

 โพสต์ : 1085

 สำคัญ : 0

 เงิน : 1227 (บาท)
 ความดี : 1030 (แต้ม)
 เครดิต : 1088 (แต้ม) [เติม]
 จิตพิสัย: 55 (แต้ม)
เหรียญ

ดูเหรียญทั้งหมด

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ ลิงก์โพสนี้   โพสต์เมื่อ: 2013-08-29 13:54:27 ┊จำนวนผู้เข้าชม:7171 ท่าน
น้ำปัสสาวะมาจากไหน

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของหมอชาวบ้าน กับเว็บไซต์วิชาการดอทคอม
                  
www.doctor.or.th
          
      
       ช่วงหน้าฝน อากาศโดยทั่วไปค่อนข้างจะเย็นฉ่ำร่างกายจึงไม่ค่อยเสียน้ำไปทางเหงื่อเท่าใดนักยิ่งถ้าใครทำงานอยู่ในห้องแอร์ด้วยแล้วจะรู้สึกได้เลยว่าตนเองเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่ายปัสสาวะมากกว่าในช่วงหน้าร้อน ทั้งที่คุณเองก็ดื่มน้ำน้อยลงกว่าเดิมด้วยซ้ำไปแต่ไม่ว่าคุณจะดื่มน้ำมากน้อยเพียงใดร่างกายจะต้องพยายามรักษาระดับน้ำภายในให้อยู่ในระดับที่สมดุลอยู่เสมอและอวัยวะที่รับหน้าที่นี้ก็คือ ไต นั่นเอง
      
      
           ไตทำหน้าที่สำคัญหลายอย่างในร่างกายแต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะหน้าที่ในการผลิตน้ำปัสสาวะ  (urine)ซึ่งเป็นของเหลว (เสีย) ปริมาณมากที่สุดที่ถูกขับออกมาจากร่างกาย แต่ก่อนอื่นคงต้องมาดูโครงสร้างทางสรีระของไตกันก่อนว่าเป็นอย่างไร

                    


                     ในคนแต่ละคนนั้นถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับไตคนละ 2  ข้าง ลักษณะโดยทั่วไปของไตคือ  มีสีน้ำตาลแกมแดง รูปร่างคล้ายเม็ดถั่ว ขนาดเท่ากำปั้นติดอยู่ทางด้านซ้ายและขวาของกระดูกสันหลังส่วนล่างข้างละอันในบริเวณด้านหลังช่องท้องโดยมีกระดูกซี่โครงทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังอยู่ในไตแต่ละข้างจะมีหน่วยกรองขนาดจิ๋วเป็นจำนวนกว่าล้านหน่วย ที่เรียกกันว่า “หน่วยไต”  (nephron) ซึ่งถ้าใช้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงๆ  ส่องดูแล้ว ก็จะพบว่าพวกหน่วยไตเหล่านี้มีรูปร่างคล้ายกับหนอนหัวโต และมีหางที่เรียกว่า “หลอดไต”  (tubule)บิดเป็นเกลียวผู้รู้เขาบอกว่า  หากลองคลายเกลียวหลอดไตเหล่านี้ออกมาต่อกันทั้งหมดแล้วก็จะได้ความยาวถึง 112.6 กิโลเมตรประมาณว่าเป็นระยะทางเท่ากับที่คุณเดินทางจากกรุงเทพฯถึงจังหวัดสุพรรณบุรีนั่นทีเดียว

               สำหรับการทำหน้าที่ผลิตน้ำปัสสาวะ นั้นไตจะผลิตน้ำปัสสาวะออกมาอย่างไม่ขาดสายโดยแต่ละวันไตจะผลิตน้ำปัสสาวะได้ประมาณวันละหนึ่งลิตรครึ่ง  เริ่มจากหยดเล็กๆ ของของเหลวซึ่งมีของเสียรวมอยู่ซึ่งของเสียที่มีปริมาณมากที่สุด  คือ พวกยูเรีย(urea-ผลผลิตขั้นสุดท้ายของการย่อยอาหารพวกโปรตีน)ให้ออกจากหลอดไตจำนวนหลายล้านตัวและไหลเข้าสู่แอ่งเก็บขนาดเล็กในใจกลางไตแอ่งเก็บน้ำปัสสาวะนี้จะมีท่อต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะจากนั้นก็มีท่อต่อออกสู่ภายนอกร่างกาย  ระหว่างที่มีการผลิตปัสสาวะร่างกายจะเกิดกิริยาอาการคล้ายระลอกคลื่นของกล้ามเนื้อทุกๆ  10-30 วินาทีและจะบีบไล่ให้น้ำปัสสาวะไหลออกสู่ทางออกแต่ในตอนกลางคืนการทำงานของไตจะช้าลงเหลือเพียงประมาณ  1 ใน 3ของตอนกลางวัน จึงไม่ต้องลุกขึ้นถ่ายปัสสาวะกันบ่อยๆ  ในตอนกลางดึก      
      
           เมื่ออ่านจากตอนต้นคุณอาจจะยังไม่หายสงสัยว่าอากาศเย็นแล้วไปเกี่ยวอะไรกับการที่ต้องปัสสาวะบ่อยๆ  ด้วยล่ะคำตอบก็คือว่า ในช่วงที่อากาศเย็นเลือดที่ไหลไปเลี้ยงผิวหนังจะลดลงทั้งนี้ก็เพื่อถนอมความร้อนภายในร่างกายเอาไว้แต่ขณะเดียวกันเลือดกลับไหลผ่านอวัยวะภายในต่างๆ  รวมทั้งไตมากขึ้นซึ่งไตเองก็มีหน้าที่ในการกรองของเสียออกจากเลือดอยู่แล้วจึงได้รับของเสียจากเลือดมากขึ้น ทำให้ต้องผลิตน้ำปัสสาวะมากขึ้นตามไปด้วย

                       อ้อ!แล้วเขายังบอกอีกนะคะว่าอารมณ์โกรธและกังวลก็จะทำให้มีการผลิตปัสสาวะมากขึ้นด้วย  เพราะขณะที่โกรธและกังวล ความดันเลือดในร่างกายจะสูงขึ้น  ทำให้เลือดผ่านมาที่ไตมากขึ้นของเสียที่ออกจากเลือดจึงไปรวมเป็นปัสสาวะมากขึ้นเช่นกันวันไหนที่รู้สึกว่าอารมณ์บูดหรือกังวลเป็นพิเศษก็ไม่ต้องสงสัยนะคะว่าวันนี้ทำไมคุณจึงเดินเข้าออกห้องน้ำบ่อยจัง
นมตฺถุ สมฺมาสมฺโพธิยา ความนอบน้อมของข้าพเจ้า ขอจงมีแด่พระสัมมาสัมโพธิญาณ.
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธ โหมิ อะนาคะเต กาเลฯ
ผู้มีปัญญามีความพินิจ ย่อมตั้งตัวได้ ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟน้อย ๆ ให้เป็นกองใหญ่ได้ฉะนั้น (พระพุทธพจน์)
สินค้าเพื่อสุขภาพดี
ความรู้คอมพิวเตอร์ ความรู้ Amazon ธุรกิจออนไลน์
บริการทำเว็บไซต์ เว็บขายสินค้า
ออฟไลน์thepcyber

UIDผู้ใช้ลำดับที่ 2

เพศ : ไม่ระบุเพศ

 โพสต์ : 1085

 สำคัญ : 0

 เงิน : 1227 (บาท)
 ความดี : 1030 (แต้ม)
 เครดิต : 1088 (แต้ม) [เติม]
 จิตพิสัย: 55 (แต้ม)
เหรียญ

ดูเหรียญทั้งหมด

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 4#  โพสต์เมื่อ: 2016-06-12 20:00:16 ┊จำนวนผู้เข้าชม:7171 ท่าน


น้ำปัสสาวะรักษาโรคได้จริงหรือ?


ในช่วงหลายปีมานี้ มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เปิดเผยตัวเองว่า ดื่ม น้ำปัสสาวะเป็นประจำแล้วรู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้น ในหลายประเทศก็มีกระแสตื่นตัวในเรื่องนี้จนมีการกล่าวอ้างกันว่า
ในปัจจุบันมีผู้คนทั่วโลกนับล้านๆคนที่ปฏิบัติใน เรื่องนี้ มานำเสนอให้ได้รับทราบกัน ในที่นี้จึงใคร่รวบรวมเรื่องราวต่างๆ และทัศนะของผู้คนที่เห็นด้วย และไม่เห็น ด้วยกับเรื่องนี้
- ความเชื่อแต่โบราณ
มีบันทึกนับย้อนหลังนานนับพันปี ว่าตำรับยาโบราณในประเทศจีนและอินเดีย มีการใช้น้ำปัสสาวะเด็กมาทำเป็นยากระสายหรือตัวละลายยา
ในสมัยพุทธกาล พระภิกษุก็มีการใช้น้ำปัสสาวะ(น้ำมูตร) ดอง ลูกสมอหรือมะขามป้อมไว้ฉันเป็นยารักษาโรค
ในวัฒนธรรมกรีกและโรมัน ก็มีบันทึกว่ามีการใช้น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค

ในสารานุกรมที่ตีพิมพ์ในเยอรมนีเมื่อปี ๒๓๙๐ ก็มีการกล่าวถึงสูตรยาผสมน้ำปัสสาวะ ใช้ทารักษาอาการผมร่วง ใช้หยอดตารักษาอาการเจ็บตา ใช้กลั้วคอแก้อาการเจ็บคอ ใช้ดื่มรักษาโรคดีซ่าน เป็นต้น
ความเชื่อของคนไทยแต่โบราณก็มีในทำนองเดียวกันที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน และมีการปฏิบัติกันอยู่ในคนบางกลุ่ม เช่น การใช้ผ้าอ้อมชุบน้ำปัสสาวะเด็กแล้วกวาดลิ้นเด็กเพื่อแก้อาการฝ้าขาว, ใช้น้ำปัสสาวะทาหรือปัสสาวะรดบริเวณแผลที่ถูกแมลงต่อย เพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันความเชื่อเหล่านี้ก็ค่อยๆจางหายไป ท่ามกลางความก้าวหน้าทางวิทยาการแผนใหม่ หากมีใครกล่าวอ้างว่า น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค ผู้คนก็จะมองว่าเป็นสิ่งสกปรก ไร้สาระ
- กระแสความเชื่อยุคโลกาภิวัตน์
แล้วอยู่ๆทำไมจึงเกิดกระแสนิยมระลอกใหม่เกิดขึ้นในช่วงนี้กันเล่า
นับย้อนหลังเมื่อปี ๒๕๒๐ ท่านนายกรัฐมนตรีของอินเดียในขณะนั้น ที่มีชื่อว่าโมราลจี เดซาย วัย ๘๑ ปี ประกาศว่า ท่านได้ดื่มน้ำปัสสาวะบำรุงสุขภาพ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และญาติพี่น้องของท่านก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน

ท่านผู้นี้ได้มีอายุยืนยาวต่อมาอีกหลายปี และได้ให้การสนับสนุนแก่ขบวนการรณรงค์ดื่มน้ำปัสสาวะ เพื่อสุขภาพ ท่านมีอายุ ๙๙ ปี (ถึงแก่กรรมเมื่อปี ๒๕๓๘)
ในวงการดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อสุขภาพ หรือ “ปัสสาวะบำบัด” (urine therapy) ทั่วโลกจึงยกท่านเป็นตัวอย่าง และถือว่าท่านเป็นบิดาแห่งวงการปัสสาวะบำบัดในยุคโลกาภิวัตน์

ต่อมาในปี ๒๕๓๕ มีนายแพทย์อาวุโส(อายุ ๘๐ ปี)ชาวญี่ปุ่น ชื่อนายแพทย์เรียวอิจิ นากาโอะ ผู้ซึ่งสนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องปัสสาวะบำบัด ได้เดินทางมาเผยแพร่ที่กรุงเทพฯ ยืนยันว่า น้ำปัสสาวะเป็นยาวิเศษ การดื่มน้ำปัสสาวะตนเองสามารถรักษาโรคได้สารพัด รวมทั้งโรคยากๆ เช่น มะเร็งและโรคเอดส์ ทำให้กลายเป็นข่าวเกรียวกราวในสังคมอยู่พักใหญ่ และมีการโต้แย้งอย่างคึกคักระหว่างฝ่ายที่เชื่อกับฝ่ายที่ไม่เชื่อ

ในปัจจุบัน ถ้าเปิดอินเตอร์เนต จะพบข้อมูลเกี่ยวกับปัสสาะบำบัดอยู่มากมาย โดยจัดอยู่ในแขนงหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “การแพทย์ทางเลือก” (alternative medicine) อันหมายถึงระบบการแพทย์ที่อยู่นอกระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่กว่า ๒๐๐ แขนงด้วยกัน (เช่น เรื่องของแม็กโครไบโอติกส์ การฝังเข็ม โยคะ สมุนไพร พลังจักรวาล การสัมผัสรักษา โรค เป็นต้น)

มีการกล่าวอ้างกันว่า ในปัจจุบันมีผู้ที่หันมาปฏิบัติในเรื่องปัสสาะบำบัดเป็นประจำอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น(กล่าวว่ามีอยู่ ๒ ล้านคน), เยอรมนี(๕ ล้านคน), สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

มีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งไทยและเทศ ตีพิมพ์ออกมาเผยแพร่อยู่หลายเล่ม ซึ่งกล่าวอ้างว่า ปัสสาวะเป็นยามหัศจรรย์ สามารถรักษาโรคได้สารพัด ตั้งแต่อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย(เช่น ตาอักเสบ บาดแผลไฟไหม้ ฟกช้ำดำเขียว โรคแพ้อากาศ โรคเชื้อราที่ผิวหนัง โรคหืด ฯลฯ) ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถเอาชนะโรคหวัดเรื้อรัง ไข้หวัดใหญ่ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ โรคกระเพาะ จน กระทั่งสามารถรักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคหืด โรคหัวใจ วัณโรค หรือโรคร้าย เช่น มะเร็ง และเอดส์ได้
หนังสือเหล่านี้ได้ยกตัวอย่างผู้คนที่หายจากโรค ด้วยการดื่มน้ำปัสสาวะตนเอง ทำให้น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง นอกจากนี้ มีหลายประเทศได้มีการประชุมสัมมนาระดับชาติเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อปี ๒๕๓๙ และมีการประชุมนานาชาติว่าด้วยปัสสาวะบำบัดเป็นครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย มีผู้เข้าประชุม(รวมทั้งแพทย์แผนปัจจุบันบางท่าน)ร่วม ๖๐๐ คน และกลางปีนี้จะมีการประชุมนานาชาติครั้งที่ ๒ ที่ประเทศเยอรมนี

ท่ามกลางกระแสนิยมนี้ ก็มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เชื่อและหันมาลงมือปฏิบัติในเรื่องนี้ ดังคำให้สัมภาษณ์ของบุคคลต่างๆในหนังสือ “สิ่งมหัศจรรย์ แห่งยุคสมัย” ของคุณมานพ อุดมเดช และในหมอชาวบ้านฉบับนี้

- ความเชื่อที่ยังหาข้อยุติไม่ได้
เฉกเช่น กระแสนิยมในเรื่องชีวจิต และพลังจักรวาลที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา การดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อสุขภาพ(ปัสสาวะบำบัด) ก็ยังเป็นเรื่องที่โต้เถียงขัดแย้งไม่มีข้อยุติ

ในที่นี้ขอนำทัศนะของ ๒ ฝ่าย มาสรุปเปรียบเทียบให้เห็น
ฝ่ายที่เชื่อในเรื่องนี้ มีข้อสรุปดังต่อไปนี้
๑. น้ำปัสสาวะเป็นของสะอาด มีสารประกอบนับ ร้อยชนิด ทั้งเกลือแร่ ฮอร์โมน เอนไซม์ สารต้านทานโรค(เช่น อินเตอร์เฟรอน)ที่กลั่นมาจากเลือด จึงไม่มีพิษต่อร่างกาย สามารถใช้ดื่ม หยอดตา หยอดจมูก บ้วนปาก ทานวด รักษาโรคได้แทบทุกระบบ รวมทั้งเป็นยาอายุวัฒนะ ใช้บำรุงสุขภาพของคนปกติทั่วไป
๒. มีความเชื่อและสมมติฐานว่า น้ำปัสสาวะมีสารต่างๆที่สามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสได้ แม้ว่าสารเหล่านี้จะมีเจือจาง แต่ดื่มเข้าไปแล้วจะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการปรับดุลจนสามารถเยียวยารักษาโรคที่มีอยู่ในร่างกายได้
๓. มีตัวอย่างของคนไข้มากมายที่หายจากโรคต่างๆ ยืนยันถึงประสิทธิผลของน้ำปัสสาวะให้เห็นจริงๆ ๔. น้ำปัสสาวะเป็นยาราคาถูกที่สุดในโลก(ไม่ต้องซื้อต้องหา) ผู้คนสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดาย ไม่ต้องให้หมอสั่งหรือตรวจรักษา จึงเป็นวิธีการที่ช่วยให้ประชาชนพึ่งตนเองได้อย่างเต็มที่
๕. ทราบดีว่ามีข้ออ่อน คือยังขาดการทดลองวิจัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ในการยืนยันผลดีของปัสสาวะบำบัด จึงมีความพยายามจะหาทางพิสูจน์ในเรื่องนี้ต่อไป โดยหลายประเทศได้มีการตั้งศูนย์วิจัยในเรื่องนี้กันแล้ว

ส่วนฝ่ายที่ยังไม่เชื่อ หรือมีความกังขาในเรื่องนี้ ก็มีข้อสรุปได้ดังนี้
๑. ยอมรับว่าน้ำปัสสาวะของคนปกติทั่วไป มีสารต่างๆที่ออกมาจากเลือด ไม่มีเชื้อโรคเจือปน(ซึ่งแตกต่างจากอุจจาระที่มีเชื้อโรคอยู่มากมาย) ยกเว้นในรายที่มีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ก็จะมีเชื้อโรคอยู่ ดังนั้น การดื่มน้ำปัสสาวะของคนปกติทั่วไปจึงไม่มีอันตรายต่อร่างกาย (หากไม่รู้สึกรังเกียจ ว่าเป็นสิ่งขับถ่าย)
๒. แต่สารต่างๆในน้ำปัสสาวะ แม้แต่สารต้าน- ทานโรค(เช่น อินเตอร์เฟรอน ดังที่กล่าวอ้าง)นั้น ก็มีปริมาณที่เจือจางมาก ยังน้อยกว่าที่มีอยู่ในเลือด ดังนั้นการดื่มน้ำปัสสาวะกลับเข้าไปในร่างกาย จึงไม่น่าจะมีผลต่อการบำบัดรักษาโรค ส่วนความเชื่อหรือสมมติฐานที่นักปัสสาวะบำบัดสันนิษฐานกันนั้น ยังเป็นเพียงความเชื่อ ยังไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นความจริง
๓. ตัวอย่างคนไข้ที่เล่าขานกันนั้นอาจหายจากโรคจริง แต่ก็ไม่มีน้ำหนักพอเพียงที่จะบอกว่าหายเพราะผลของการบำบัดด้วยน้ำปัสสาวะ

การหายของโรค หรือความรู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้นนั้น อาจเป็นผลมาจากจิตใจ(พลังจิต) ซึ่งวงการแพทย์ ยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพอยู่ไม่น้อย พลังจิตนั้นอาจมาจากการฝึกสมาธิ การมองในเชิงบวก การปลุกเร้าจิตใจตัวเอง ความศรัทธาต่อวิธีการ (พิธีกรรม)อะไรบางอย่าง

วงการแพทย์มีคำว่า “ผลยาหลอก” (placebo effect) ซึ่งหมายถึง การให้คนไข้กินยาหลอกๆ แต่ถ้าเชื่อว่าเป็นยาจริงๆ ก็ทำให้เกิดพลังจิตกล้าแข็ง ทำให้โรคทุเลา หรือหายได้

นอกจากนี้คนไข้บางคนอาจมีการรักษาโดยวิธีอื่นร่วมกันไป การหายของโรคจึงบอกไม่ได้ชัดว่ามาจากปัสสาวะบำบัดโดยตรงเพียงอย่างเดียว
กลุ่มคนที่มีจิตใจแก่กล้าถึงขั้นลงมือดื่มปัสสาวะ(ที่คนทั่วไปขยะแขยง)ได้นั้น ย่อมเป็นผู้ที่มีความสำนึกในเรื่องสุขภาพสูง มักมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐาน เช่น ออกกำลังกาย ทำสมาธิ กินอาหารสุขภาพ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่เที่ยวกลางคืน ฯลฯ จึงเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีเป็นทุนเดิม การที่ดื่มน้ำปัสสาวะแล้วรู้สึกว่าสุขภาพดีนั้น อาจเป็นเพียงอุปาทานเท่านั้นเอง

๔. หนทางที่จะทำให้เกิดการยอมรับในเรื่องปัสสาวะบำบัด(รวมทั้งการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ)นั้น อยู่ที่ต้องหาทางพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ตามแบบการทดลองยาของแพทย์แผนปัจจุบัน มิใช่พิจารณาจากกรณีคนไข้เฉพาะรายเพียงไม่กี่คน

ซึ่งเรื่องนี้คงต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจได้ร่วมกันศึกษาวิจัยจนพิสูจน์ให้ได้ชัดเจน บางครั้งคำตอบอาจบอกว่า ปัสสาวะบำบัดมีประโยชน์ในบางแง่มุม และความเชื่อในบางด้านก็อาจเป็นความเท็จก็ได้

- ทิ้งท้ายให้คิด
เรื่องนี้ก็เฉกเช่น เรื่องชีวจิต พลังจักรวาล และการแพทย์ทางเลือกต่างๆที่ต้องอาศัยการไตร่ตรองอย่างมีวิจารณญาณ ต้องใช้หลักกาลามสูตร(ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ) จนกว่าจะมีการพิสูจน์ยืนยันจากข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
การดูแลสุขภาพในคนปกติทั่วไป ยังต้องอาศัยพฤติกรรมสุขภาพหลายๆด้านประกอบกัน มิใช่พึ่งพาวิธีการอันใดอันหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างผู้ดื่มน้ำปัสสาวะ
คุณจุลจิลา คณฑา
อายุ ๓๒ ปี ครูพิเศษโรงเรียนสัมมาสิกขา สันติอโศก

ดิฉันดื่มน้ำปัสสาวะมาประมาณ ๗ ปีค่ะ สาเหตุที่ดื่มคือ ก่อนหน้านั้นดิฉันเป็นเนื้องอกที่เต้านม ไปผ่าตัดมาแล้ว แต่ปรากฏว่ามันเริ่มมีก้อนเนื้องอกขึ้นมาอีก หลังจากผ่าตัดครั้งแรกไม่ถึงปี มีคนแนะนำให้ดื่มน้ำปัสสาวะ ซึ่งโดยส่วนตัวก็เชื่อว่าน่าจะดี เพราะพระในสมัยพุทธกาลท่านก็ฉันน้ำปัสสาวะเป็นยา จึงทดลองดื่มในช่วงเช้าตอนตื่นนอน วันละ ๑-๒ แก้ว ซึ่งใหม่ๆก็ดื่มยากเหมือนกันนะคะ ดิฉันเองอาเจียนแล้วอาเจียนอีก และมีอาการปวดหัวอยู่หลายวัน ซึ่งตรงนี้ก็พอทราบอยู่บ้างว่าเป็นอาการที่อาจจะเกิดขึ้นได้สำหรับผู้ที่เริ่มดื่มใหม่ๆ ก็เลยไม่กังวล

ดิฉันดื่มตอนเช้าวันละ ๑-๒ แก้ว รสชาติของน้ำปัสสาวะนี่ก็ไม่ซ้ำกันนะคะ แล้วแต่อาหารที่กินและการดื่มน้ำค่ะ ถ้าอาหารรสจัด น้ำปัสสาวะก็จะเข้มข้น หรือถ้าดื่มน้ำมากน้ำปัสสาวะก็จะใสเหมือนน้ำซึ่งจะดื่มง่ายกว่า
พอดื่มไปได้สักประมาณ ๕ เดือน ปรากฏว่าก้อนเนื้อที่เริ่มจะขึ้นมาใหม่มันหายไป ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะหายจริงไหม ดิฉันเลยไปให้หมอที่โรงพยาบาลศิริราชตรวจอีกครั้ง หมอก็บอกว่าคลำไม่พบก้อนอะไรเลย จนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งดิฉันก็จะไปหาหมออยู่ทุกๆ ๖ เดือน และถึงแม้จะหายแล้วดิฉันก็จะดื่มน้ำปัสสาวะไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่าปฏิบัติเป็นประจำจนเคยชินแล้วค่ะ อีกอย่างที่รู้สึกได้คือการดื่มน้ำปัสสาวะทำให้เป็นคนใจเย็นขึ้นมาก

คุณยายบุญช่วย จูตะกานนท์ อายุ ๗๘ ปี

ความที่อ่านหนังสือมาเยอะนะคะ ยายก็รู้ว่าน้ำปัสสาวะนี่ดีมีประโยชน์ แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีของอินเดียก็ดื่มน้ำปัสสาวะเป็นประจำ คนที่รู้จักกันหลายคนเขาดื่มเพื่อรักษาโรคก็ได้ผล อีกอย่างตัวเองก็แก่แล้วกลัวว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ต้องคอยชิมน้ำปัสสาวะอยู่ทุกวัน ก็เลยดื่มมาเรื่อยๆ และยายก็เชื่อพระพุทธเจ้าด้วยค่ะ ว่าน้ำปัสสาวะจะต้องดีมีประโยชน์ ท่านจึงแนะนำให้พระสมัยนั้นฉันน้ำปัสสาวะเพื่อรักษาโรค

ยายดื่มมา ๗ ปีแล้วค่ะ ตื่นนอนตอนไหนก็ดื่มตอนนั้น วันละครึ่งแก้ว แรกๆก็ผะผืดผะอมเหมือนกัน แต่ก็พยายามฝืน ดีที่ว่ายายเป็นคนดื่มน้ำเก่ง น้ำปัสสาวะก็เลยใสเหมือนน้ำ ซึ่งเท่าที่ดื่มมาก็รู้สึกว่าสุขภาพแข็งแรงดีจริงๆ คือตัวยายเองนี่นะคะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรเหมือนคนแก่อื่นๆเขาหรอก อาจจะปวดเมื่อยบ้างตามประสาคนแก่ ที่อะไรมันก็เสื่อมไปตามเวลาเป็นเรื่องปกติ แต่รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรง

คุณลัดดา ปิยะวงศ์รุ่งเรือง
อายุ ๔๕ ปี รองผู้จัดการบริษัทฟ้าอภัย จำกัด

งานที่ทำส่วนใหญ่เป็นงานด้านขีดเขียน และอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จึงมักอยู่ในอิริยาบถซ้ำๆ ทำให้ปวดเมื่อยและตึงต้นคอ หัวไหล่ หลัง จนต้องให้เพื่อนช่วยบีบนวดเป็นประจำ พอเพื่อนชักชวนให้ดื่มน้ำปัสสาวะ เพราะเขาลองแล้วได้ผลดีหลายประการ จึงลองดู เพราะเห็นว่าไม่เสียหายอะไร อีกอย่างคือตัวเองมีโรคภูมิแพ้เป็นโรคประจำตัวด้วย และใครๆเขาก็ว่าน้ำปัสสาวะทำให้หายได้

การดื่มน้ำปัสสาวะสำหรับดิฉัน ไม่ได้ดื่มครั้งละมากๆ เพียงแค่จิบอึกสองอึก เพราะรสชาติชอบกล บางครั้งก็เค็ม แต่ที่แน่ๆคือฝาดเฝื่อน ดื่มยาก จึงเลี่ยงเอามาบ้วนปากแทน เพราะมีคุณยายคนหนึ่งบอกว่าทำให้ฟันทน แต่ก็ทำได้ไม่นานนัก เพราะดิฉันไม่แน่ใจว่าในน้ำปัสสาวะจะมีหินปูนมากกว่าน้ำปกติหรือเปล่า และการเอามาบ้วนปากจะทำให้เกิดหินปูนในปากมากกว่าปกติหรือเปล่า

นอกจากที่ทดลองดื่ม ก็ลองนำน้ำปัสสาวะมาราดผม ทิ้งไว้สักครู่ก่อนสระออก การทดลองนี้ทำอยู่เป็นเดือน ก็รู้สึกว่าผมนุ่มขึ้น แล้วก็ลองนำมาล้างหน้า ลูบผิวไปด้วย ก็รู้สึกว่าผิวนุ่มเนียนขึ้นเหมือนกัน แต่ในที่สุดก็เลิกไปเพราะการทำเช่นนั้นต้องใช้เวลาในช่วงเช้ามากกว่าปกติ ซึ่งดิฉันไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ แต่คิดว่าน้ำปัสสาวะน่าจะดีนะคะ เพียงแต่เราไม่ทำให้ต่อเนื่องเอง

นพ.วีรสิงห์ เมืองมั่น
หน่วยยูโรวิทยา ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ในน้ำปัสสาวะมีส่วนประกอบของแร่ ธาตุอะไรบ้างคะ
ในน้ำปัสสาวะมีทั้งของดี ของที่เหลือใช้ และของที่ร่างกายไม่ต้องการ ซึ่งกำจัดออกไปทางไต ในน้ำปัสสาวะประกอบด้วยเกลือ แร่ธาตุ คือ เกลือโซเดียม โพแทสเซียม เกลือคลอไรด์ ฟอสฟอรัส และแร่ธาตุเล็กๆน้อยๆหลายๆอย่าง แล้วก็มีโปรตีน น้ำตาล รวมทั้งฮอร์โมนออกมาด้วย ฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตออกมามีหลายชนิด เช่น ฮอร์โมนต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนต่อมหมวกไต พวกนี้ก็ขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะทั้งนั้น คือร่างกายใช้แล้วมันเหลือใช้ หรือว่าสร้างมากไปมันก็ขับออกมาทางนี้ เราจะตรวจพบได้เสมอในน้ำปัสสาวะ

การดื่มน้ำปัสสาวะนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายไหมคะ
การดื่มน้ำปัสสาวะมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นความจริงส่วนหนึ่ง จริงในแง่ที่ว่า เราได้ส่วนที่ร่างกายจะนำกลับเอาไปใช้ได้ เช่น พวกเกลือแร่ แร่ธาตุ หรือในเวลาเพลีย เราดื่มน้ำปัสสาวะเข้าไป เราก็จะได้เกลือแร่พวกนี้เข้าไปช่วยให้หายเพลียได้ นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนต่างๆที่ร่างกายขับออกมา พวกสตีรอยด์ ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนกระตุ้นร่างกาย กระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆ เช่น อะดรีนาลินที่ทำให้ร่างกายประปรี้กระเปร่า หรือฮอร์โมนของคนที่หมดประจำเดือนแล้ว เวลากินเข้าไปก็จะกระตุ้นรังไข่ ปัจจุบันเขานำมาสกัดเป็นยา เพื่อใช้เพิ่มประสิทธิภาพของการมีลูกได้ ซึ่งมีการใช้กันอยู่

สำหรับข้อเสียก็มีบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าเรามีโรคอะไรหรือเปล่า ถ้าเป็นโรคเกาต์ก็ขับกรดยูริกออกมากับปัสสาวะในปริมาณที่เข้มข้น ซึ่งหากเข้มข้นมากมันก็จะตกผลึก อาจจะเกิดเป็นนิ่วได้ และในกรณีที่ร่างกายติดเชื้อ เชื้อก็จะปนออกมากับปัสสาวะ อันนี้เป็นข้อเสีย ถ้าเราดื่มเข้าไปเราก็จะได้เชื้อเข้าไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ เพราะร่างกายต้องการจะขับถ่ายออกไปแล้ว เพราะฉะนั้นการจะบริโภคพวกนี้เราก็ต้องเลือกดู ตำรายาไทยเขาจะบอกว่าให้ดื่มน้ำปัสสาวะของเด็ก เพราะเด็กยังไม่มีโรค

อาจารย์คิดอย่างไรคะ กับการดื่มน้ำปัสสาวะ
คนทั่วไปมักคิดว่าปัสสาวะเป็นของเสีย ซึ่งเราจะต้องขับถ่ายออกไป จึงเกิดความรังเกียจไม่กล้าดื่ม ซึ่งบางทีส่วนเสียมันก็มี ส่วนดีมันก็มี เป็นยาก็ได้ เป็นปุ๋ยก็ได้ สัตว์บางอย่างกินปัสสาวะคนเพราะมันยังมีสารอาหารที่ย่อยยังไม่หมด กินเข้าไปก็เป็นอาหารได้

ถ้ามีคนมาขอคำแนะนำในเรื่องการดื่มน้ำปัสสาวะ ในฐานะที่อาจารย์เป็นแพทย์ด้านนี้จะแนะนำอย่างไรคะ
ผมก็คงจะทดสอบความเชื่อเขาก่อน ว่าเขามีความเชื่อแค่ไหน เพราะคนที่จะมาขอคำแนะนำจากเรา ก็คงจะมีพื้นฐานอยู่พอสมควรแล้ว ที่มาขอคำแนะนำจากเราก็คงต้องการคำยืนยันทางด้านการแพทย์จากเราอีกทีหนึ่ง ผมคงจะบอกเขาได้ในแง่ที่ว่า การทำงานของไตเป็นอย่างไร สิ่งที่ออกมาในปัสสาวะนั้นเราหวังอะไรได้บ้าง มีส่วนดีส่วนเสียอะไรบ้าง ถ้าเกิดเขาจะดื่มจริงๆแล้วผมคงห้ามเขาไม่ได้

ผมเชื่อว่าถ้าสุขภาพเขาดี ปัสสาวะมันก็ดี ไม่มีอันตรายอะไร จะได้ประโยชน์แค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าตัวเขาสามารถเอาไปใช้ได้แค่ไหน เพราะมันเป็นสิ่งธรรมชาติอยู่แล้ว


เคยมีคนไข้นำเรื่องนี้มาปรึกษาอาจารย์บ้างหรือเปล่าคะ
ยังไม่เคยมี เพราะพวกที่ดื่มจะเป็นพวกที่เชื่อในลัทธิต่างๆ เขาดื่มแล้วเขาก็ไม่ค่อยจะบอกแพทย์ปัจจุบัน เขาถือว่าเขาเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง เขาจะไปปรึกษากันเอง แล้วแพทย์ปัจจุบันบางคนอาจจะไม่ยอมแนะนำในเรื่องนี้ เพราะเป็นความคิดคนละแนวกัน เพราะฉะนั้นถ้าไปปรึกษาอาจจะไม่ได้สิ่งที่เขาต้องการ ก็เลยไม่เคยมีใครกล้ามาปรึกษา

เคยมีการหยิบยกประเด็นนี้มาพูดคุยกันในวงการแพทย์ปัจจุบันบ้างไหมคะ

เราไม่เคยพูดกันในแง่ของวิชาการ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง เป็นศาสตร์ทางด้านตะวันออก ต้นตอมาจากอินเดีย เป็นศาสตร์เมื่อ ๔-๕ พันปีแล้ว คือทางตะวันตกเขาจะมองอะไรกันในแง่วิทยาศาสตร์หมดเลย เขาจะไม่สนใจในแง่นี้ ยกเว้นคนบางกลุ่มบางพวก

เคยมีคนใช้ผ้าอ้อมชุบน้ำปัสสาวะเด็ก เช็ดลิ้นที่เป็นฝ้าขาวที่เกิดจากเชื้อราแล้วหายได้ กรณีนี้เป็นไปได้ไหมคะ
ยูเรียในปัสสาวะเป็นยาลดไข้ด้วย แล้วก็มีฤทธิ์เป็นตัวแอนตี้เซบติกต้านเชื้อแบคทีเรียด้วย เช่น ที่นำมาสกัดเป็นยาทาแก้โรคผิวหนังบางชนิด

มีคนนำน้ำปัสสาวะไปบ้วนปาก แล้วบอกว่าทำให้สุขภาพฟันแข็งแรงขึ้น น่าจะเหมือนที่เราใช้น้ำเกลือบ้วนปาก หรือเปล่าคะ
ความคิดเห็นผม ผมว่าใช้น้ำเกลือดีกว่า เพราะเกลือที่เราใช้เป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ มีแมกนีเซียม โพแทสเซียมอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งเราสามารถกำหนดความเข้มข้นได้ เพราะเกลือนี่เป็นตัวฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อไวรัสได้ ซึ่งโบราณก็ใช้น้ำเกลือบ้วนปากกันมานมนานแล้ว

สารอินเตอร์เฟรอนถูกวิเคราะห์ว่ามีอยู่ในน้ำปัสสาวะ และสามารถรักษาโรคเอดส์ได้ เรื่องนี้จริงเท็จแค่ไหนคะ
ในปัสสาวะมีฮอร์โมนหลายอย่าง อินเตอร์เฟรอนก็มี เป็นส่วนที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกาย มันก็มีในปัสสาวะ แต่มีในปริมาณมากน้อยแค่ไหน แล้วจะช่วยรักษาโรคเอดส์ได้ไหม มันก็เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป

อาจารย์อยากจะฝากอะไรถึงคนที่สนใจในเรื่องนี้บ้างคะ
วิทยาศาสตร์การแพทย์มันผ่านมาหลายสมัยแล้ว คือสมัยก่อนที่คนดื่มน้ำปัสสาวะนั้นมันอาจจะนมนานมาแล้ว มาถึงสมัยใหม่นี้แล้วมันมีอะไรที่ดีกว่า ที่ปลอดภัยกว่า เราก็จะมุ่งเผยแพร่ไปด้านนั้นมากกว่า ทีนี้ประเด็นมันอยู่ที่ว่าที่คุณดื่มปัสสาวะเพื่อรักษาโรคต่างๆนั้น เป็นเพราะว่าคุณเป็นโรคนั้นโรคนี้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่อยากเป็นโรค ก็คือคุณต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย ทำจิตใจให้ผ่องใส พอร่างกายแข็งแรง ก็ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องกินปัสสาวะ อย่างนี้จะดีกว่าไหม

นมตฺถุ สมฺมาสมฺโพธิยา ความนอบน้อมของข้าพเจ้า ขอจงมีแด่พระสัมมาสัมโพธิญาณ.
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธ โหมิ อะนาคะเต กาเลฯ
ผู้มีปัญญามีความพินิจ ย่อมตั้งตัวได้ ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟน้อย ๆ ให้เป็นกองใหญ่ได้ฉะนั้น (พระพุทธพจน์)
สินค้าเพื่อสุขภาพดี
ความรู้คอมพิวเตอร์ ความรู้ Amazon ธุรกิจออนไลน์
บริการทำเว็บไซต์ เว็บขายสินค้า
ออฟไลน์thepcyber

UIDผู้ใช้ลำดับที่ 2

เพศ : ไม่ระบุเพศ

 โพสต์ : 1085

 สำคัญ : 0

 เงิน : 1227 (บาท)
 ความดี : 1030 (แต้ม)
 เครดิต : 1088 (แต้ม) [เติม]
 จิตพิสัย: 55 (แต้ม)
เหรียญ

ดูเหรียญทั้งหมด

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 5#  โพสต์เมื่อ: 2016-06-12 20:12:55 ┊จำนวนผู้เข้าชม:7171 ท่าน

1.โรคหืดหอบ (เป็นมา 40 ปี กินเดือนเศษก็หายเป็นปลิดทิ้ง!!)


2.โรคผิวหนังเรื้อรัง (10 กว่าปี ไม่กล้าออกสังคม เพราะน่ารังเกียจมาก กิน 5 วันหายเกลี้ยง!!!)


3.โรคเบาหวาน โรคอัมพาต (ก้าวหน้าขึ้น ดีขึ้นเรื่อยๆ อัมพาตขนาดช่วยตัวเองไม่ได้ เดือนเศษเท่านั้น สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ!!!)


4.หกล้มก้นกระแทกพื้น 3 ครั้ง เกือบจะเดินไม่ได้อยู่แล้ว ต้องอาศัยไม้เท้าตลอดเวลา เป็นมาเกือบ 10 ปี หมดค่าหมอรักษาไปมาก ดื่มน้ำปัสสาวะแค่ 10 กว่าวัน ก็เดินคล่องขึ้นเยอะ


5.โรคคันศีรษะที่เป็นมา 10กว่าปี รักษาหมดเงินไปมาก ก็หายตามไปด้วย เคยท้องอืดประจำก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ


6.เคยเป็นความดันโลหิตสูงมาหลายปี วัดได้180/100 ไม่ยอมลด เดี๋ยวนี้เหลือ 140/80 เท่านั้น


7.คนในบ้านและลูก รวมทั้งเพื่อนๆอีกหลายคน ป่วยเป็นโรคมือบวม ปวดหัวเข่า สะเอวต่างๆ -ก็ได้หายกับการดื่มปัสสาวะอย่างเดียว !!!.....


โดยใช้เวลาดื่มไม่กี่วันก็เห็นผล ยาที่เคยกินหยุดหมด เงินไม่ต้องเสีย โรคก็หาย มันช่างเหลือเชื่อจริงๆ!!!!....


การดื่มน้ำปัสสาวะ ที่ให้ผลแน่นอนทุกโรค ควรต้องปฏิบัติดังนี้


1.ก่อนจะเข้านอน มีเท่าใดให้ดื่มให้หมด หรืออย่างน้อย 1 แก้วใหญ่


2.ระหว่างนอน ถึงก่อนตื่นนอน ถ้ามีฉี่ ควรจะดื่มทุกครั้ง หรืออย่างน้อย 1 ครั้งถ้ามี


3.ตอนตื่นนอนมา มีฉี่เท่าใด ให้ดื่มให้มาก จากผลของการดื่มฉี่นี้ พอตื่นมาไม่เท่าไหร่ ก็จะมีการระบายท้องอย่างดีเยี่ยม คือ การถ่ายออกมาอย่างสบาย หมดท้องหมดไส้ เบาเนื้อเบาตัวอย่างเห็นได้ชัด


การปวดมวนท้องไม่มีใน 2-3 วันแรกหลังจากการดื่มฉี่ อุจจาระถ่ายออกมามีกลิ่นเหม็นมาก!!!....มีทั้งมูตร ทั้งฟอง เหม็นจริงๆ....


นี่คือ โรคทั้งหลาย ที่สะสมอยู่ในท้อง ถูกขับออกมา หลังจากนั้น จะไม่สู้มีกลิ่นนัก ในระหว่างที่ดื่มฉี่อยู่ ถ้ามีการระบายท้องมากไป ก็ให้ลดการดื่มฉี่ให้น้อยลง ถ้าไม่เพลีย ก็ไม่ต้องลดการดื่มฉี่ ปล่อยให้ระบายไป


ถ้าท้องไม่ระบาย ควรจะเพิ่มการดื่มฉี่ หรือน้ำ ไม่มียาถ่ายขนานไหนอีกแล้ว ที่จะถ่ายดีเหมือนการดื่มฉี่ ถ่ายแล้ว เนื้อตัวจะเบา ไม่อึดอัด


ดื่มฉี่ ทำให้หมดโรคภัย เพราะระบบการขับถ่ายคล่องตัวดี นั่นเอง (หลังเที่ยงถึงก่อนนอน อย่างน้อยควรจะดื่มฉี่สัก1-2 แก้ว ก็ยังดี)


หลังการดื่มฉี่ 1 สัปดาห์ให้หลัง นอกจากเนื้อตัวจะเบาแล้วใบหน้าของคุณมีแต่ความผ่องใส สดชื่น เบิกบานอย่างเห็นได้ชัดเจน!!!.....


นี่เป็นความจริงที่ "ท้าพิสูจน์ได้" มีฉี่เท่านั้น ที่จะพิชิตโรคทั่วไทยได้ ทำให้คนไทยมีสุขภาพดี แข็งแรง ปราศจากโรคภัย ต่อไปนี้ จะไม่จนเพราะเจ็บป่วย ไม่ต้องเสียเวลา เสียเงินทองมากมายไปหาหมออีก จะได้มีเงินเหลือเก็บ รวยเป็นเศรษฐีกับเขาบ้าง!!!.....


8.รักษาโรคไข้มาเลเรียได้....


9.รักษากามโรคได้....


10.แก้โรคผิวหนังพุพองได้.....


11.รักษาโรคเก๊าส์ได้.....


12.รักษาโรคปวดตามข้อได้.....


13.ป้องกันโรคมะเร็งได้.....


14.แก้ท้องผูกได้......


15.เสริมความงามทรวดทรงได้....


16.รักษาโรคปวดประสาทกระดูกได้.....


17.รักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบได้.....


18.ช่วยลดความอ้วนได้....


19.รักษาโรคหัวใจได้....


20.รักษาโรคตับแข็งได้.....


21.รักษาโรคปวดเมื่อยต้นคอและไหล่ได้....


22.รักษาโรคเนื้องอกในมดลูกได้....


23.รักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้.....


24.รักษาโรคหัวล้าน ผมร่วงได้.....


25.รักษาโรคคอพอกได้....


26.รักษาโรคตาต้อได้....


ดร.ธรรมยาตรา
Dr.Dhammayatra@gmail.com
นมตฺถุ สมฺมาสมฺโพธิยา ความนอบน้อมของข้าพเจ้า ขอจงมีแด่พระสัมมาสัมโพธิญาณ.
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธ โหมิ อะนาคะเต กาเลฯ
ผู้มีปัญญามีความพินิจ ย่อมตั้งตัวได้ ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟน้อย ๆ ให้เป็นกองใหญ่ได้ฉะนั้น (พระพุทธพจน์)
สินค้าเพื่อสุขภาพดี
ความรู้คอมพิวเตอร์ ความรู้ Amazon ธุรกิจออนไลน์
บริการทำเว็บไซต์ เว็บขายสินค้า

กฎระเบียบการแสดงความเห็นเว็บดูไทยไทย

1. ห้ามแสดงความคิดเห็น, Upload File ภาพ, Media หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่พาดพิงถึงสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ ไปในทางเสื่อมเสียเป็นอันขาด
2. ห้ามแสดงความคิดเห็น, Upload File ภาพ, Media หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ส่อไปในทางลามก อนาจาร
3. ห้ามแสดงความคิดเห็น, Upload File ภาพ, Media หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือเป็นความผิดต่อความมั่นคงของประเทศ
4. ห้ามแสดงความคิดเห็น, Upload File ภาพ, Media หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกของประชาชน
5. ห้ามแสดงความคิดเห็น, Upload File ภาพ, Media หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
6. ห้ามแสดงความคิดเห็น, Upload File ภาพ, รูปภาพหรือ Media ต่าง ๆ ที่เป็นการตัดต่อภาพบุคคล ที่อาจทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่บุคคลนั้น
7. ห้ามแสดงความคิดเห็น, Upload File ภาพ, Media หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมายทุกบทบัญญัติ รวมทั้ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
8. ห้ามแสดงความคิดเห็น, Upload File ภาพ, เพลง, MV, Clip, Video, Media, รูปภาพ และ Software ทุกชนิดที่ละเมิดลิขสิทธิ์
9. ห้ามโพสต์ลิงก์โปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ รวมถึง crack, serial, patch, keygen
10. โปรแกรมที่เป็นรุ่นทดลองใช้ Demo, Shareware, Trial โพสต์ได้แต่ขอความกรุณาให้ใส่ลิงก์เว็บของผู้พัฒนาโปรแกรม ไม่ควรใส่ลิงก์ที่เข้าถึงตัวไฟล์โดยตรง
11. โปรแกรม Freeware - Open Sources อนุญาตให้โพสต์ลิงก์โปรแกรมได้ แต่ด้วยความเคารพและแสดงความขอบ คุณต่อผู้พัฒนาโปรแกรม ควรระบุเว็บที่มาของโปรแกรม
12. ไม่ใช้ข้อความที่ส่งผลกระทบเสียหายต่อบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใด ๆ

ขอสงวนสิทธิ์อนุญาตให้แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น เพื่อสามารถตรวจสอบ IP และอีเมล์ได้ เมื่อมีการแสดงความคิดเห็นที่ผิดกฎระเบียบ หรือสร้างความเสียหาย

ข้อความที่ท่านได้อ่านใน Website นี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ
ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่รับผิดชอบต่อข้อความใด ๆ
ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายศิลธรรม และกฎของ Website
กรุณาแจ้งมาที่ Admin เพื่อที่ทีมงานจะได้ดำเนินการโดยทันที ขอขอบพระคุณ

คลิ๊กที่นี่...เพื่ออ่านกติกา มารยาท ข้อบังคับในการใช้งานเว็บดูไทยไทย...เพิ่มเติม


กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด255 ตัวอักษร
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
 
ถอยกลับ ถัดไป